07/03/2026
ขออนุญาตแชร์ค่ะ คุณหมอเขียนข้อความไว้ละเอียดดีมาก
🐱 ปัญหาเรื่องการฉี่ไม่ออกในแมว ค่อนข้างพบบ่อยมากในปัจจุบัน ค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ซึ่งสาเหตุเกิดได้หลากหลาย การรักษาจึงต้องใช้การจัดการการเลี้ยงและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่บ้านร่วมกับการรักษาทางยาค่ะ เพื่อไม่ให้เค้ากลับมาเจ็บป่วยซ้ำอีก
สิ่งที่ไม่อยากเจอมากที่สุดจากแมวตัวผู้ที่ฉี่ไม่ออก คือ การไปผ่าตัดแปลงเพศ เพราะการผ่าตัดมันไม่ใช่การจบปัญหาทั้งหมด มันอาจจะจบปัญหานึงเพื่อไปสู่อีกปัญหาเหมือนในรูปก็เป็นได้😱😱😱 ต้องเข้าใจก่อนว่าการแปลงเพศในสัตว์นั้นเราแค่เปลี่ยนช่องทางการไหลของปัสสาวะ เราไม่ได้สร้างหูรูดขึ้นมาใหม่ด้วย ดังนั้นปัสสาวะจะไหลออกทางรูใหม่ตลอดเวลา ทำให้อาจเกิดภาวะแผลฉี่กัดได้ หากการดูแลเรื่องความสะอาดไม่ดีพอ ดังนั้นควรจะผ่าตัดแปลงเพศเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ เช่น ท่อปัสสาวะขาด ท่อปัสสาวะตีบตันจนขับปัสสาวะออกไม่ได้ สรุป คือ การแปลงเพศไม่ใช่ทางเลือกในการรักษา แต่เป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อไม่มีทางเลือก
เนื่องจากช่วงนี้รับเคสฉี่ไม่ออกบ่อย จริงๆก็เจอมาเรื่อยๆ แต่ช่วงนี้ไม่รู้ทำไมเจ้าของชอบพูดถึงการผ่าตัดแปลงเพศ พูดราวกับว่าเป็นการรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ ทั้งๆที่บางเคสไม่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดแปลงเพศด้วยซ้ำ แต่เอาเถอะครับ ในโพสต์นี้เราจะมาพูดถึงการทำอย่างไรที่จะลดโอกาสการฉี่ไม่ออกซ้ำๆ อันจะนำไปสู่การต้องไปผ่าตัดแปลงเพศ
หมอเชื่อว่าคนเลี้ยงแมวโดยเฉพาะตัวผู้ ต้องเคยเจอและปวดหัวกับการที่แมวฉี่ไม่ออกอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิตแน่นอน และหลายคนก็คงคุ้นเคยกับการรักษาจนแทบจะจำชื่อยาได้ขึ้นใจประหนึ่งยาชุดเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอียาเม็ดใสๆที่ชอบเขียนว่ายาละลายนิ่ว ซึ่งก็ไม่ได้มีหลักฐานงานวิจัยจริงจังว่าสลายนิ่วได้ และยังไม่มีเขียนไว้ในวิธีการรักษาใน standard textbook ทั่วไป และในหลายเคสที่ฉี่ไม่ออกก็ไม่ได้เป็นนิ่ว ก็ไม่รู้จะให้กินทำไม แถมเจ้าของยังเชื่อเป็นตุเป็นตะด้วยว่าหายเพราะยาตัวนี้ เฮ้อ บ่นเสร็จแล้ว😤😤😤 เข้าเรื่องต่อดีกว่า😅😅😅
เอาเป็นว่าถ้าตัดพวกนิ่ว โครงสร้างที่ผิดปกติ การติดเชื้อออกไปแล้วนั้น โรคฉี่ไม่ออกที่พบบ่อยที่สุด คือ Feline idiopathic cystitis ซึ่งในปัจจุบันเชื่อว่ากลไกหลักในการทำให้เกิดโรคนี้ คือ ความเครียดและการตอบสนองต่อความเครียด โดยวงจรนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและระบบประสาท และไปส่งผลให้เกิดการอักเสบขึ้นในทางเดินปัสสาวะ นอกจากยาและหัตถการ(เป็นหน้าที่ของหมอ ซึ่งหมอจะไม่กล่าวถึงในที่นี้)ในเบื้องต้นแล้วนั้น การจัดการและปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม(Multimodal Environmental Modification : MEMO)โดยเจ้าของจึงเป็นหัวใจสำคัญในระยะยาว
มาดูกันว่าปัจจัยใดที่จะช่วยลดความเครียดให้แมวได้บ้าง ความเครียดจะน้อยลงหรือลดลงได้เกิดจากการมีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือสวัสดิภาพที่ดี ประกอบด้วย
1.อิสระจากความหิวโหย = อาหารและน้ำเพียงพอ
2.อิสระจากความไม่สบายกาย
3.อิสระจากการเจ็บปวด บาดเจ็บ โรคภัย
4.อิสระจากความกลัว
5.อิสระจากการได้แสดงออกพฤติกรรมตามธรรมชาติ
ข้อที่อาจจะมีความสำคัญในการจัดการที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ คือ การได้แสดงออกพฤติกรรมตามธรรมชาติ
โดยพฤติกรรมตามธรรมชาติหลักๆของแมว 3 ข้อ คือ
1.การกลบทราย แน่นอนว่าเจ้าของแมวแทบทุกบ้านก็คงมีกระบะทรายให้แมว แต่รู้หรือไม่ว่า เราจัดการกระบะได้ถูกต้องมากน้อยขนาดไหน
1.1 จำนวนกระบะทราย ควรมีมากกว่าจำนวนแมว หรือกลุ่มความสัมพันธ์ของแมวอย่างน้อย 1 อัน หรือ n+1
1.2 ความสะอาดกระบะทราย รู้หรือไม่ว่า เราควรเปลี่ยนทรายในกระบะทั้งหมดอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ตักทรายอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น
1.3 ตำแหน่งการวางกระบะทราย เราควรวางกระบะทรายกระจายตามจุดต่างๆ ให้น้องแมวมีทางเลือกในการเข้ากระบะ ไม่ควรวางกระบะทรายติดกัน
2.การลับเล็บ ควรมีที่ฝนเล็บหรือลับเล็บให้เพียงพอ รูปแบบที่ลับเล็บอาจเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน และดูด้วยว่าแมวใช้มั้ย ถ้าไม่ใช้ = ไม่มีนะครับ ยิ่งอันไหนพังเร็ว=แมวยิ่งชอบ
3.การล่า เราคงไม่ได้ให้แมวไปล่านก หนู จิ้งจก แมลงสาบจริงๆหรอกนะครับ แต่เปลี่ยนจากการล่าให้เป็นการเล่นที่เหมือนการล่า เช่น การตะครุบ การกัด การซุ่ม การกระโจนต่างๆ ซึ่งทำได้ผ่านการใช้ของเล่น เช่น ไม้ตกแมว โดยเจ้าของควรมีเวลาคุณภาพที่กำหนดแน่นอนสม่ำเสมอตายตัว เพราะแมวชอบอะไรที่คาดเดาได้
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่างมากมายที่สามารถจัดการเพื่อลดความเครียดในแมวได้ แต่เอาเป็นบทความนี้หมอจะพูดแค่ในส่วนของการจัดการสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นที่เกี่ยวข้องเพียงอย่างเดียวก่อนละกันครับ ไม่งั้นยาวแน่
#คลินิกพฤติกรรม #หมอตี้รักษาสัตว์ #จริงใจกับเจ้าของ #จริงจังกับการรักษา #หน้าหมู่บ้านคาซ่าวิลล์ #รังสิต #คลอง2 #ธัญบุรี #ปทุมธานี
เปิดทุกวัน
⏰️ 09.00-20.00 น.
📞 0829174107