02/02/2026
การทำวัคซีนถือเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคติดเชื้อ และถือเป็นแนวปฏิบัติสำคัญในการจัดการป้องกันโรคติดเชื้อสำหรับสัตว์เลี้ยง อีกทั้งยังได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในวงการสัตวแพทย์ในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามด้วยคุณสมบัติการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของวัคซีนเอง ทำให้ในบางครั้งอาจพบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการทำวัคซีน หรือ vaccine-associated adverse events (VAAEs) ได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจถึงโอกาสการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นจึงมีความสำคัญ เพื่อใช้ในการสื่อสารกับเจ้าของเมื่อต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการทำวัคซีน รวมทั้งการวางแผนการแก้ไขในกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ดังกล่าวเกิดขึ้น
เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการทำวัคซีน คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบ innate immunityหรือ adaptive immunity ที่ตอบสนองผิดปกติไป ซึ่งอาจเกิดได้จาก ปฏิกิริยาการตอบสนองที่มากเกินไปในตำแหน่งที่ฉีดวัคซีน การบริหารวัคซีนที่ผิดพลาดไปจากที่บริษัทกำหนด หรือ การเกิดข้อผิดพลาดในกระบวนการผลิตวัคซีน
เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการทำวัคซีน อาจเป็นผลทำให้เกิดอาการทางคลินิกที่หลากหลาย ซึ่งมักเกิดขึ้นภายหลังจากการได้รับวัคซีน แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลกระทบอาจพิสูจน์ได้ยาก อีกทั้งปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์มักไม่ได้รับการรายงานต่อผู้ผลิตวัคซีนหรือหน่วยงานกำกับดูแล เนื่องจากไม่ได้ถูกรายงานโดยสัตวแพทย์หรือเจ้าของสัตว์ จึงอาจทำให้ยากต่อการได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์หลังได้รับวัคซีน ยกเว้น การพัฒนาของเนื้องอกใต้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดยาที่พบในแมว หรือ feline injection site sarcoma (FISS) ซึ่งรายงานครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989 เป็นต้นมา และมีความเกี่ยวข้องกับการใช้วัคซีนที่มีสารเสริมฤทธิ์ (adjuvant) ที่อยู่ในวัคซีนบางชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสพิษสุนัขบ้า และมะเร็งเม็ดเลือดขาวในแมว
อย่างไรก็ดี ต่อมาพบว่าการเกิด FISS ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับวัคซีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยาฉีดชนิดอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฉีดซ้ำไปยังตำแหน่งทางกายวิภาคเดียวกัน เชื่อกันว่าจะกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองเฉพาะที่ซ้ำๆ ด้วยการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุทำให้เซลล์เจริญเป็นเนื้องอกได้
ในการศึกษาเชิงระบาดวิทยาของการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการทำวัคซีน ในปี 2007 โดยวิเคราะห์จากข้อมูลจากแมว 500,000 ตัว พบว่าอาการไม่พึงประสงค์ส่วนมากจะเกิดขึ้นภายใน 3 วันหลังจากได้รับวัคซีน โดยมีโอกาสการเกิดอยู่ที่ 0.48% อีกทั้งยังพบว่าความเสี่ยงที่เกิดจะมีมากขึ้นในกลุ่มแมวที่ทําหมันแล้ว กลุ่มแมวเพศเมีย และในกลุ่มช่วงอายุที่ไม่เกินหนึ่งปี นอกจากนี้ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นตามจํานวนวัคซีนที่ได้รับในการทำวัคซีนแต่ละครั้งในแมว
การศึกษาในปีค.ศ. 2002 ที่รายงานโดย UK Veterinary Products Committee ถึงอุบัติการณ์การเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการทำวัคซีน ตามข้อมูลการขายของบริษัทยาที่มีรายงานในช่วงปีค.ศ. 1995-1999 พบว่าอยู่ที่ 0.61 ต่อ 10,000 โดสที่จำหน่าย ถึงแม้ว่าข้อมูลเหล่านี้มีข้อจํากัดและมักไม่ถูกรายงาน แต่จากข้อมูลที่พบก็สนับสนุนข้อสังเกตในเชิงการปฏิบัติงานทางวิชาชีพสัตวแพทย์ ว่าอาการไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการทำวัคซีนนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ค่อนข้างน้อย
ประเภทของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการทำวัคซีนในสัตว์เลี้ยง มีดังนี้
1. ปฏิกิริยาเฉพาะที่ซึ่งเกิดขึ้นในบริเวณที่ฉีดวัคซีนและทำให้เกิดอาการทางคลินิกที่ไม่จำเพาะ
การเกิดปฏิกิริยาการอักเสบที่บริเวณผิวหนัง ณ ตำแหน่งฉีดวัคซีน เช่น อาการบวม ระคายเคือง เกิดผื่นแดง ขนร่วง เจ็บปวดบริเวณที่ฉีด และการเกิดฝี โดยปฏิกิริยาเหล่านี้มักพบได้ในวัคซีนชนิดเชื้อตายและวัคซีนที่มี adjuvant โดยปฏิกิริยาการอักเสบที่ตำแหน่งการฉีดวัคซีนเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะของร่างกาย โดยการปลดปล่อย cytokines และ chemokine จากเซลล์ภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาไปเป็นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะต่อไป
ตัวอย่างเช่น feline injection site sarcoma หรือ FISS ในแมว เนื้องอกที่พัฒนาจากจุดฉีดยาหรือวัคซีน แมวมีแนวโน้มที่จะเกิด FISS ได้ง่ายกว่าสุนัข ดังนั้นในปี ค.ศ. 2015 จึงได้มีการออกข้อแนะนำในการจัดการกับก้อนที่พบภายหลังจากการทำวัคซีน หรือที่เรียก กฎ 3-2-1 คือหากพบเห็นลักษณะก้อนที่อยู่มากกว่า 3 เดือน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 2 ซม. หรือมีขนาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากฉีดวัคซีน 1 เดือน ควรจะมีการวินิจฉัยเพิ่มโดยการเก็บตัวอย่างเซลล์ ด้วย fineขneedle aspiration หรือ เก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อ (incisional biopsy) (Scherk et al., 2013; Hartmann et al., 2015).
อาการป่วยที่ไม่จำเพาะ เช่น การเกิดไข้ ซึม เป็นอาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยภายหลังจากการทำวัคซีน อาการดังกล่าวแสดงถึงการตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ซึ่งไม่ควรที่จะส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของสัตว์ โดยมีรายงานว่าการใช้วัคซีนจำพวก multivalent เช่น วัคซีนรวม (panleukopenia-rhinotracheitis-calicivirus-chlamydia vaccine) จะมีโอกาสก่อให้เกิดอาการป่วยที่ไม่จำเพาะมากกว่าแบบ monovalent (Starr, 1993; Moore et al., 2007).
2. การป่วยจากการทำวัคซีน
วัคซีนประเภทเชื้อเป็น (live-attenuated vaccine) ทำงานโดยการเพิ่มจำนวนในร่างกาย เพื่อกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ในแมวที่สุขภาพดี และมีภูมิคุ้มกันปกติ วัคซีนเหล่านี้จะไม่ทำให้เกิดอาการป่วย อย่างไรก็ตามการให้วัคซีนประเภทนี้ในแมวที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจทำให้สัตว์แสดงอาการติดเชื้อแทนได้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการศึกษาสนับสนุน แต่มีความเชื่อกันว่าการได้รับวัคซีน panleukopenia ในแมวที่ตั้งครรภ์อยู่ มีโอกาสทำให้เกิด cerebellar hypoplasia กับตัวอ่อนได้ (Truyen et al., 2009) เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่แน่ชัด วัคซีนเชื้อเป็นจึงไม่แนะนำให้ใช้ในสัตว์ที่ตั้งท้อง
ในลักษณะเดียวกัน การเริ่มทำวัคซีนเชื้อเป็นที่ไวเกินไปสำหรับลูกสัตว์อายุน้อยอาจจะกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกันได้ไม่ดี และเชื้อเป็นจากวัคซีนเองก็อาจจะมีความรุนแรงมากเกินไปสำหรับลูกสัตว์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงควรหลีกเลี่ยงการให้ลูกแมวแรกเกิดที่ยังไม่ได้รับนมน้ำเหลืองสัมผัสกับสัตว์ที่เพิ่งได้รับวัคซีน เนื่องจากสัตว์อาจอยู่ในระยะแพร่เชื้อไวรัสจากวัคซีนได้ และไม่ควรให้วัคซีนเชื้อเป็นแก่ลูกแมวอายุน้อยกว่า 4 สัปดาห์
นอกจากนี้การให้วัคซีนทางเยื่อเมือกสำหรับเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินหายใจ เช่น วัคซีน Bordetella bronchiseptica อาจทำให้เกิดอาการทางเดินหายใจส่วนต้นแบบไม่รุนแรงได้ หรือหากสัตว์มีการสัมผัสวัคซีน โดยเฉพาะไวรัส herpesvirus (FHV) และ calicivirus (FCV) ไม่ว่าจะเป็นการสูดละอองทางจมูกหรือ เลียเข้าปาก ก็ทำให้เกิดอาการทางคลินิกของโรคทางเดินหายใจส่วนต้นได้
นอกจากนี้ยังมีรายงานการพบภาวะข้ออักเสบ (polyarthritis) ที่เกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อ หรือได้รับวัคซีน FCV โดยสาเหตุเกิดจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อเชื้อที่มีการเพิ่มจำนวนอยู่บริเวณข้อต่อกระดูก (Bennett et al., 1989; Dawson et al., 1994).
3. ปฏิกิริยาภูมิไวเกิน (Hypersensitivity)
การได้รับวัคซีนสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกิน (hypersensitivity) ได้ โดย hypersensitivity type 1 เป็นการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน ที่เกิดขึ้นเมื่อมีสารก่อภูมิแพ้ (allergen) ที่เกิดพันธะอยู่กับ immunoglobulin E (IgE) สัมผัสกับ mast cell และ basophil เหนี่ยวนำให้เกิดการแตกออกของแกรนูลของเซลล์เหล่านี้ ทำให้เกิดการปล่อยสารจำพวก histamines และ heparin ตามมาด้วยการสร้างและหลั่งสารจำพวก prostaglandins และ leukotrienes ส่งผลให้เกิดการซึมผ่านของผนังหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น เนื้อเยื่อบวมน้ำ อาการคันที่ผิวหนัง และการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบของหลอดลม
อาการทางคลินิกในแมวที่แสดงออก ได้แก่ อาการบวมน้ำใต้ผิวหนัง อาการคัน อาเจียน ท้องเสีย น้ำลายไหลมากกว่าปกติ และหายใจลำบาก โดยทั่วไปปฏิกิริยาดังกล่าวจะเกิดขึ้นภายใน 20-30 นาที หลังการฉีดวัคซีน องค์ประกอบภายในวัคซีนนั้นประกอบไปด้วยสารที่มีความสามารถก่อภูมิแพ้หลายชนิด แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่สามารถระบุองค์ประกอบที่เหนี่ยวนำให้เกิดปฏิกิริยากับ IgE ที่ชัดเจนได้
ถึงอย่างนั้นแล้วการเกิด hypersensitivity type 1 มักมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการได้รับวัคซีนเชื้อตาย (inactive) และในวัคซีนที่มีสารเสริมฤทธิ์ ในกรณีของสุนัข มีการรายงานถึงปฏิกิริยาการแพ้แบบเฉียบพลัน ที่เกี่ยวข้องกับการได้รับวัคซีนที่มีองค์ประกอบของ bovine serum albumin (BSA) มีผลทำให้ในปัจจุบันผู้ผลิตได้พยายามลดปริมาณ BSA ที่ใช้ในการผลิตวัคซีนสำหรับสุนัข
การเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวอาจพบเมื่อมีการทำวัคซีนเป็นครั้งแรกในลูกสัตว์ โดยสัตว์ที่เกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินหลังการได้รับวัคซีนในครั้งแรก อาจจะพบหรือไม่พบการเกิดปฏิกิริยาซ้ำในการทำวัคซีนครั้งถัดไปก็ได้ เพราะฉะนั้นควรมีการสื่อสารให้เจ้าของทราบเกี่ยวกับความเสี่ยงของโอกาสการเกิดปฏิกิริยาในการทำวัคซีนครั้งต่อไป และทำตามมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะภูมิไวเกินที่จะเกิดขึ้น โดยจะต้องมีการประเมินความเสี่ยงของการติดเชื้อทุกครั้งที่จะพิจารณาการทำวัคซีนอื่นเพิ่มเติมไปจากโปรแกรมวัคซีนหลักที่กำหนด
นอกจากนี้ควรลดจำนวนการฉีดวัคซีนให้น้อยที่สุดต่อการมาหาสัตวแพทย์ในแต่ละครั้ง เนื่องจากจำนวนวัคซีนที่ทำพร้อมกันแต่ละครั้งที่มากขึ้น จะเพิ่มโอกาสการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังจากการทำวัคซีนที่สูงขึ้นตามไปด้วย หากเป็นไปได้ควรเลือกใช้วัคซีนเชื้อเป็น (modified live vaccine) มากกว่าวัคซีนเชื้อตาย และในสัตว์ที่พบว่าเกิดปฏิกิริยาการแพ้ หรืออาการไม่พึงประสงค์ภายหลังจากการทำวัคซีน แนะนำให้มีการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์วัคซีนจากบริษัทหรือผู้ผลิตอื่น นอกจากนี้การฉีดวัคซีนเข้าใต้ผิวหนังแทนที่การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จะช่วยลดความเสี่ยงของการดูดซึมส่วนประกอบของวัคซีนเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตโดยตรงได้
ในรายที่พิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงมากอาจแนะนำให้มีการให้ยาในกลุ่ม antihistamine ล่วงหน้าได้อย่างน้อย 15 นาทีก่อนฉีดวัคซีน และภายหลังจากการฉีดวัคซีน สัตวแพทย์ควรมีการสังเกตอาการสัตว์อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงก่อนปล่อยกลับบ้าน
ปฏิกิริยา hypersensitivity type 2 คือการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับการจับกันของแอนติบอดีในตำแหน่ง Fc receptor กับเซลล์ในร่างกาย ผลที่ตามมาคือการกระตุ้นการทำงานของ complement pathway ส่งผลให้เกิดการสลาย (lysis) ของเซลล์ตามมา มีรายงานในสุนัขว่าการได้รับวัคซีนมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคทางภูมิคุ้มกัน เช่น immune-mediated hemolytic anemia (IMHA) หรือ immune-mediated thrombocytopenia (IMTP) (Duval and Giger, 1996; Day, 2006). ภาวะปลายประสาทอักเสบ (polyneuritis) หรือภาวะข้ออักเสบ (polyarthritis) ซึ่งยังไม่พบรายงานการเกิดลักษณะดังกล่าวในแมว
ในปีค.ศ. 2005 ได้มีการศึกษาถึงการสร้างแอนติบอดีต่อเซลล์ Crandell Rees feline kidney (CRFK) ในกลุ่มตัวอย่างแมวหลังการได้รับวัคซีน FHV, FCV และ panleukopenia virus จากการศึกษาพบว่ามีการสร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจนของ เซลล์ Crandell Rees feline kidney (CRFK) ในแมวที่ได้รับวัคซีนแล้ว ซึ่งโดยทั่วไป CRFK cell line จะถูกนำมาใช้ในกระบวนการผลิตวัคซีนต่อกลุ่มเชื้อดังที่กล่าวมาข้างต้น ผลิตภัณฑ์วัคซีนที่ถูกผลิตออกมาจึงพบโปรตีนแอนติเจนของ CRFK หลงเหลืออยู่ ซึ่งพบว่าแอนติบอดีที่ถูกสร้างมาเหล่านี้ทำปฏิกิริยากับ feline renal extract แต่ในการศึกษาก็ไม่พบความผิดปกติของทั้งอาการที่แสดงออก หรือค่าเลือดในแมวที่ศึกษา แต่การศึกษาในปีค.ศ. 2016 ก็จัดให้การกระตุ้นวัคซีนประจำปีเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของการเกิด ภาวะไตวายเรื้อรัง ในแมวสูงอายุ (Finch et al., 2016).
ปฏิกิริยา hypersensitivity type 3 คือ การเกิด antigen-antibody complexes ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันได้ หากมีการสะสมอยู่ที่ตำแหน่งเส้นเลือดฝอย (capillary bed) ของเนื้อเยื่อที่ได้รับผลกระทบ เช่น การเกิดข้ออักเสบ (polyarthritis) ที่เกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อ หรือพบภายหลังจากการได้รับวัคซีน FCV โดยสัตว์จะแสดงอาการหลักคือ มีไข้ และ เจ็บขา
นอกเหนือจาก hypersensitivity type 1 การเกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินในรูปแบบอื่น (type 2-4) มักไม่พบรายงานการเกิดขึ้นในแมวที่เกี่ยวข้องกับการทำวัคซีน (Bennett et al., 1989; Dawson et al., 1994)
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่อง ภาวะกดภูมิคุ้มกัน และปัญหาวัคซีนไม่มีคุณภาพต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/1277
บทความโดย : น.สพ. ชยะพล พันนุมา
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :