11/03/2026
Shostakovich: นักแต่งเพลงที่ต้องซ่อนความจริงไว้ในโน้ตดนตรี
ถ้าพูดถึงนักแต่งเพลงในศตวรรษที่ 20 ที่มีชีวิตน่าติดตามที่สุดคนหนึ่ง ชื่อของ Dmitri Shostakovich ต้องอยู่ในลิสต์นั้นแน่นอน ไม่ใช่เพียงแค่เพราะดนตรีของเขาดี แต่เพราะเขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอันตรายจริงๆ ในยุคที่การแต่งเพลงผิดใจรัฐบาลอาจทำให้หายตัวไปได้เงียบๆ
Shostakovich เกิดปี 1906 ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แม่เป็นคนสอนเปียโนให้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และพรสวรรค์ของเขาเห็นได้ชัดตั้งแต่ต้น เขาสามารถจำเพลงที่แม่เล่นให้ฟังในสัปดาห์ก่อนแล้วเล่นกลับออกมาได้เลยโดยไม่ต้องดูโน้ต อายุ 13 ก็เข้า Conservatory แล้ว
พออายุ 19 เขาเขียนซิมโฟนีหมายเลข 1 จบ วาทยกรระดับโลกอย่าง Bruno Walter กับ Arturo Toscanini แย่งกันนำไปแสดง ชื่อของเขาดังไปทั่วยุโรปและอเมริกาแทบจะในชั่วข้ามคืน
⸻
สิ่งที่ทำให้ดนตรีของ Shostakovich แตกต่างจากคนอื่นคือมันไม่เคยตรงไปตรงมา ท่อนที่ฟังดูสนุกร่าเริงอาจมีความเศร้าซ่อนอยู่ข้างใน ท่อนที่ดูสวยงามอาจพลิกกลายเป็นการเยาะเย้ยได้ทันที ฟังแล้วไม่รู้ว่าจะยิ้มหรือจะเครียดดี
คนมักบอกว่าเขาเอาความโศกแบบ Tchaikovsky มาผสมกับความดิบของ Mussorgsky แล้วโรยด้วยอารมณ์ขันแสบๆ แบบ Prokofiev อีกที ฟังดูซับซ้อน แต่พอได้ยินจริงๆ รู้สึกได้เลยว่าหมายถึงอะไร
ถ้าอยากลองฟัง แนะนำให้เริ่มที่ ซิมโฟนีหมายเลข 5 หรือ สตริงควอร์เตตหมายเลข 8 ชิ้นหลังนี้หลายคนบอกว่าฟังแล้วขนลุก เพราะมันถ่ายทอดความสยดสยองของสงครามผ่านเครื่องสายแค่สี่ชิ้นได้อย่างน่าทึ่ง
⸻
ช่วงทศวรรษ 1920 บรรยากาศในโซเวียตยังพอหายใจได้ รัฐบาลยังทนศิลปะแนวทดลองได้อยู่บ้าง Shostakovich ก็เลยเขียนสิ่งที่อยากเขียน ทั้งโอเปราเสียดสีชื่อ The Nose ดัดแปลงจาก Gogol, ดนตรีประกอบละคร รวมถึงดนตรีประกอบหนังอีกหลายเรื่อง
แต่จุดที่ทุกอย่างพลิกคือโอเปรา Lady Macbeth of Mtsensk เรื่องราวของภรรยาพ่อค้าต่างจังหวัดที่ฆ่าคนเพราะความรัก ดนตรีดุ มีฉากเซ็กซ์และความรุนแรง และเสียดสีเจ้าหน้าที่รัฐจนแทบไม่มีชิ้นดี
ตอนแรกรัฐบาลยังชมว่าเป็น "โอเปราโซเวียตแท้ๆ บทแรก" ต่างประเทศก็ปรบมือทั้งในสหรัฐและยุโรป
จนกระทั่งเดือนมกราคม 1936 Stalin ไปดูด้วยตัวเอง แล้วเดินออกก่อนโอเปราจบ
⸻
สองวันต่อมา หนังสือพิมพ์ Pravda ลงบทความด่า Lady Macbeth ว่าเป็น "เสียงอึกทึกที่ไม่ใช่ดนตรี" และ "ดูหมิ่นประชาชนโซเวียต" พร้อมส่งสัญญาณชัดๆ ว่าถ้า Shostakovich ยังทำแบบนี้ต่อ เรื่องจะจบไม่ดีสำหรับเขา
ในยุคสตาลิน คำเตือนแบบนี้ไม่ใช่แค่คำพูด คนหายไปเงียบๆ กันมาแล้วเยอะ
Shostakovich หยุดเขียนโอเปราทันที และไม่กลับมาเขียนอีกเลยตลอดชีวิต แต่แทนที่จะเขียนเพลงตามที่รัฐบาลสั่ง เขาเลือกวิธีที่ฉลาดกว่า
เขาเขียน ซิมโฟนีหมายเลข 5 แล้วตั้งชื่อรองว่า "คำตอบของศิลปินโซเวียตต่อคำวิจารณ์อันชอบธรรม" ภาษาดนตรีเรียบง่ายขึ้น ฟังดูยอมรับผิด รัฐบาลพอใจ
แต่คนดูในโรงที่ได้ยินมันครั้งแรก ร้องไห้กัน Mstislav Rostropovich เพื่อนสนิทของเขาบอกว่า "พวกเขาเข้าใจสารของมัน ทั้งความเศร้า ความทุกข์ และความโดดเดี่ยว"
รัฐบาลได้ยินเพลงหนึ่ง ประชาชนได้ยินอีกเพลงหนึ่ง
Shostakovich ทำแบบนี้ซ้ำๆ ตลอดชีวิต Leningrad Symphony ที่แต่งช่วงสงคราม เขาบอกเองว่ามันคือ "บทไว้อาลัยแด่เมืองที่ Stalin ทำลาย และ Hi**er แค่มาเสร็จงานให้" ซิมโฟนีหมายเลข 10 มีท่อน Scherzo ที่ทุกคนรู้กันว่าเป็นภาพดนตรีของ Stalin และผลงานหลายชิ้นในช่วงนั้น เขาเก็บซ่อนไว้ไม่กล้าเอาออกมาแสดงจนกว่า Stalin จะตาย
ภายนอกเขาดูเหมือนนักแต่งเพลงของรัฐที่ได้รับรางวัลเป็นกระบุง แต่จริงๆ ไม่มีวันที่เขาหยุดเขียนเพลงแบบที่ตัวเองอยากเขียนเลย
⸻
Shostakovich แต่งงานสามครั้ง กับ Nina Varzar มีลูกสองคน ลูกสาว Galina เป็นนักเปียโนและนักชีววิทยา ลูกชาย Maxim เป็นวาทยกรชื่อดัง ภรรยาคนที่สอง Margarita Kainova อยู่ด้วยกันห้าปีแล้วก็เลิก ส่วนคนที่สาม Irina Supinskaya เขาเขียนถึงเธอว่า "ข้อบกพร่องเดียวของเธอคืออายุแค่ 27 ปี นอกนั้นยอดเยี่ยมทุกอย่าง"
นิสัยส่วนตัวค่อนข้างแปลก เขาย้ำคิดย้ำทำ ชอบตั้งนาฬิกาทุกเรือนในบ้านให้ตรงกัน และส่งไปรษณียบัตรหาตัวเองเป็นประจำเพื่อดูว่าไปรษณีย์โซเวียตเร็วแค่ไหน
และเวลาเครียด เขาไม่ได้หนีไปฟังดนตรี แต่ไปดู Zenit Leningrad เตะฟุตบอลแทน
Shostakovich เสียชีวิตปี 1975 ผลงานสุดท้ายของเขาคือ Viola Sonata อันเงียบเศร้า ซึ่งได้แสดงต่อสาธารณะครั้งแรกหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้วสองเดือน
แหล่งที่มา:
https://www.classical-music.com/features/composers/shostakovich-40
เรียบเรียงโดย:
ครูโน้ต / NA Music Studio
https://openlink.co/nukanongmusicstudio
🎶 สนใจเรียนดนตรีกับครูโน้ต Inbox ได้เลย!
📲 Follow us on Facebook, TikTok, YouTube & IG: NA Music Studio