16/05/2026
ภาวะ sepsis หมายถึงกระบวนการอักเสบทั่วร่างกาย อันเนื่องมาจากร่างกายมีการตอบสนองต่อการติดเชื้อ ส่งผลให้มีการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งหากว่าการอักเสบนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถควบคุมได้ อาจนำไปสู่ภาวะช็อกจากการเชื้อ (septic shock) รวมทั้งอาจส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานล้มเหลว จนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์ป่วยเสียชีวิตลง ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยภาวะติดเชื้ออย่างถูกต้อง และให้การรักษาที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพอย่างทันท่วงทีจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของการเกิดภาวะ sepsis ได้
ในทางเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ได้กำหนดนิยามของกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะ sepsis โดยแบ่งระดับตามความรุนแรง ไว้ดังนี้
1. ภาวะการอักเสบทั่วร่าง (Systemic inflammatory response syndrome; SIRS) หมายถึง ภาวะที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาการอักเสบขึ้นอย่างรุนแรงซึ่งเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ไม่ว่าจะเป็นจากการติดเชื้อ (infectious causes) หรือไม่ติดเชื้อ (non-infectious causes) ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพหรือการตอบสนองของเม็ดเลือดขาว (white blood cells) โดยในสุนัขนั้น หากพบลักษณะของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ใน 5 ข้อ (ตารางที่ 1 - ดูตารางได้ที่บทความบนเว็บไซต์) ก็ถือได้ว่าเกิดภาวะ SIRS ขึ้นแล้ว
2. ภาวะ sepsis หมายถึง การเกิดภาวะ SIRS ร่วมกับมีการสงสัยหรือยืนยันว่ามีการติดเชื้อจริง
3. ภาวะ severe sepsis หมายถึง ภาวะ sepsis ที่รุนแรงจนทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำหน้าที่ได้ลดลง ดังรายละเอียดในตารางที่ 2
4. ภาวะ septic shock หรือภาวะช็อกจากการเชื้อ หมายถึง การที่สัตว์ป่วยมีภาวะ sepsis ร่วมกับมีภาวะความดันโลหิตต่ำ ที่ไม่ตอบสนองต่อการแก้ไขด้วยการให้สารน้ำ และจำเป็นต้องมีการให้ยาเพื่อเพิ่มความดันโลหิต
ภาวะ SIRS เป็นการอักเสบที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อสาเหตุต่าง ๆ เช่น ภาวะติดเชื้อ ภาวะฮีทสโตรก (heat stroke) ภาวะตับอ่อนอักเสบ การผ่าตัดที่มีความรุนแรง การเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงอาจเป็นผลจากเนื้องอกบางชนิดได้ เป็นต้น แล้วก่อให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงและกระตุ้นให้เนื้อเยื่อรอบข้างมีการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ (inflammatory mediators) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงมากขึ้นในระดับที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมการอักเสบเหล่านั้นให้อยู่แค่เฉพาะจุดได้
การอักเสบจึงมีการกระจายไปทั่วร่างกาย และหากสาเหตุนั้นเกิดจากการติดเชื้อโดยไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ก็ตาม จึงถือได้ว่าเป็นภาวะ SIRS อันเป็นผลสืบเนื่องจากการติดเชื้อ ซึ่งจะตรงตามนิยามของภาวะ sepsis ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่าในทุกเคสที่มีภาวะ sepsis ล้วนมีภาวะ SIRS ทั้งสิ้น
การวินิจฉัยและการวางแผนการจัดการโรคสำหรับสุนัขที่อยู่ในภาวะ sepsis นั้น ควรทำอย่างครอบคลุม ทั้งในแง่ของการซักประวัติ การตรวจร่างกายโดยละเอียด ทั้งนี้เพื่อให้สามารถประเมินสภาวะของสุนัขป่วยได้อย่างถูกต้อง และให้การแก้ไขภาวะฉุกเฉินเบื้องต้นที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม
นอกจากการซักประวัติและการตรวจร่างกายแล้ว
ควรมีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจประเมินค่าเม็ดเลือด (complete blood count; CBC) ค่าเคมีในเลือด (ได้แก่ BUN, serum creatinine, ALT, ALK, total protein, albumin, bilirubin) ระดับแร่ธาตุในเลือด (electrolytes) รวมถึงการตรวจวิเคราะห์แก๊สในเลือด (blood gas analysis) ระดับแลคเตท (lactate) ระดับน้ำตาลในเลือด (blood glucose) รวมทั้งตรวจประเมินกระบวนการแข็งตัวของเลือด (clotting assays) และการตรวจปัสสาวะ (urinalysis) ร่วมด้วย
รวมทั้งหากเป็นไปได้ ควรมีการเก็บตัวอย่างจากแหล่งที่คาดว่าจะเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ เช่น pleural effusion, peritoneal effusion, urine หรือทำ blood culture เพื่อทำการเพาะเชื้อ หาความไวยา หลังจากเก็บตัวอย่างแล้วควรพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะในทันที โดยควรเลือกใช้ยาปฏิชีวนะประเภทที่ออกฤทธิ์กว้างและสามารถครอบคลุมเชื้อก่อโรคที่น่าจะเป็นสาเหตุมากที่สุด (broad spectrum and empirical antibiotic)
เนื่องจากมีงานศึกษาว่าการให้ยาปฏิชีวนะในภาวะ sepsis ภายใน 1 ชั่วโมงหลังการวินิจฉัย นั้นเป็นประโยชน์และสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ควรกำจัดแหล่งของการติดเชื้อ (source of infection) ออกโดยเร็วที่สุดที่ทำได้ หากสัตว์ป่วยเข้าสู่ภาวะ septic shock แล้วการทดแทนด้วยสารน้ำเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถแก้ไขสภาวะนี้ได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาในกลุ่มกระตุ้นความดัน (vasopressor)
แนวทางเบื้องต้นในการจัดการและรักษา
1. ควรตรวจร่างกายสุนัขอย่างละเอียด เก็บข้อมูล ประเมินว่าสภาวะร่างกาย สัญญาณชีพ heart rate, pulse rate and quality, respiratory rate, temperature, hydration status, capillary refilling time ว่าเป็นอย่างไร รวมถึงการคลำตรวจตามปกติ ร่วมกับการซักประวัติว่ามีแนวโน้มในเรื่องของการติดเชื้อร่วมด้วยหรือไม่ โดยอาจถามถึงเรื่องประวัติการเป็นสัดหรือทำหมัน
หากสงสัยภาวะมดลูกอักเสบ (pyometra) ประวัติในเรื่องของการอาเจียนอย่างหนัก อาจบ่งชี้ได้ถึงภาวะตับอ่อนอักเสบรุนแรงและอาจเกิด translocation ของกลุ่มแบคทีเรียในทางเดินอาหารหรือลำไส้อุดตันหรือมีการรั่ว หากมีประวัติในเรื่องของการกินสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เพื่อประเมินว่า ณ ตอนนั้นมีภาวะใดบ้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อน เช่น ภาวะ shock หรือ hypothermia ต่าง ๆ แต่อย่าลืมว่าคุณหมอควรใช้ระยะเวลาให้สั้นที่สุดในการเก็บข้อมูลให้ได้เยอะที่สุดด้วย
2. จากนั้นควรทำการ stabilized ตามสภาวะความผิดปกติที่ตรวจพบ ไม่ว่าจะเป็น IV fluid หรือ oxygen support ในเบื้องต้นคือการแทงสายสวนเข้าหลอดเลือดดำเพื่อให้สารน้ำ ในขั้นตอนนี้คุณหมอควรได้ค่าเลือดบางตัว เช่น PCV/PP, blood glucose, blood gas analysis ก่อน เนื่องจากเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ และใช้ปริมาณเลือดไม่มาก ซึ่งสัตว์ป่วยในภาวะนี้อาจมี hemodynamic ที่ยังไม่ดี
อย่างไรก็ตามการไหลเวียนเลือดที่แย่ลงของสุนัขในภาวะ sepsis หรือ sepsis shock นั้นมักเกิดจาก 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่า Absolute hypovolemia เป็นส่วนที่เกิดจากการขาดน้ำจริง ไม่ว่าจากภาวะ anorexia หรือมีการสูญเสียน้ำจากการอาเจียน ถ่ายเหลว เป็นต้น ซึ่งการทดแทนด้วยสารน้ำเข้าทางหลอดเลือดดำมักจะสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้
ในส่วนที่สองคือ relative hypovolemia เป็นผลจากการอักเสบที่เกิดขึ้น ทำให้เกิด increased vascular permeability, สูญเสีย vascular tone จนเกิด vasodilatation จากบรรดา cytokines ต่าง ๆ ที่หลั่งออกมา หรือกล้ามเนื้อหัวใจมีการทำงานที่ผิดปกติไป จึงไม่สามารถคงการไหลเวียนเลือดให้อยู่ในภาวะปกติได้ อย่างไรก็ตามในการแก้ไขภาวะนี้ การให้สารน้ำก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยเสริมให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ชะล้างของเสียออก และนำพาสารอาหารที่จำเป็นเข้าไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญ
สารน้ำที่เหมาะสมควรเป็นประเภท balanced isotonic crystalloid (เช่น Acetate ringer's solution) โดยทำ fluid challenge ในปริมาณ 10-20 ml/kg ให้ภายใน 10-20 นาที ร่วมกับการประเมินสภาวะร่างกายซ้ำหลังให้เสร็จ หาก parameter ต่าง ๆ ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ สามารถพิจารณาให้ซ้ำอีก 2-3 ครั้ง ขึ้นกับสภาพตัวสัตว์ แต่ต้องระมัดระวังการเกิด volume overload อย่างเคร่งครัด หลังจากนั้น ควรคำนวณสารน้ำที่สุนัขควรได้ต่อวัน โดยคิดจาก hydration status, daily physiological requirement และ ongoing loss ที่เกิดขึ้น
3. วิเคราะห์สาเหตุของการติดเชื้อทั้งในแง่ของอายุรกรรมและศัลยกรรม (หากมีความจำเป็น) เช่นภาวะมดลูกอักเสบ (pyometra) มดลูกแตก (uterine rupture) ทางเดินอาหารทะลุ (GI tract leak/rupture) ถุงน้ำดีแตก (gall bladder rupture) หรือภาวะช่องท้องอักเสบติดเชื้อ (septic peritonitis) เป็นต้น ภาวะเหล่านี้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้การแก้ไขทางศัลยกรรม เพื่อนำแหล่งของการติดเชื้อ (source of infection) ออก โดยเร็วที่สุดเมื่อเตรียมสภาพสัตว์ป่วยแล้วว่าพร้อม ในขั้นตอนนี้สามารถเก็บตัวอย่างเพื่อเพาะเชื้อเพิ่มเติมด้วยก็ได้
4. หากสุนัขมีภาวะโลหิตจาง หรือมีโปรตีนในเลือดต่ำ หรือมีความผิดปกติในกระบวนการแข็งตัวของเลือด ควรพิจารณาในการให้ผลิตภัณฑ์เลือดที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น fresh whole blood, fresh frozen plasma, หรือ human serum albumin อย่างไรก็ตามต้องเฝ้าระวังการเกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ (adverse reactions) อย่างใกล้ชิด
5. การให้ยาปฏิชีวนะนั้นควรเริ่มให้ทันทีที่ตรวจพบภาวะ sepsis และมีการเก็บตัวอย่างไปทำการเพาะเชื้อแบคทีเรียและความไวยาแล้ว ควรเลือกยาที่เป็น empirical and broad-spectrum antibiotics ก่อน โดยพิจารณาตามความน่าจะเป็นจากบริเวณที่น่าจะเป็นแหล่งของการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังอาจจะพิจารณาจากประวัติการได้รับยาปฏิชีวนะ, ผลย้อมสีแกรมร่วมด้วย เพื่อให้สามารถเลือกใช้ยาได้อย่างเหมาะสม และควรเลือกใช้ยาในขนาดที่สูง เพื่อลดโอกาสในการเกิดเชื้อดื้อยาให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ก็ควรเลือกบริหารยาทางหลอดเลือดดำเป็นหลัก เนื่องจากการบริหารยาในช่องทางอื่น อาจมีผลต่อการดูดซึม กระจายตัว และการออกฤทธิ์ของยา ในสภาวะของสัตว์ป่วยที่มีภาวะ sepsis โดยข้อมูลการบริหารยาปฏิชีวนะในสุนัขที่มีภาวะ sepsis แสดงในตารางที่ 3
6. การใช้ยาเพิ่มความดัน (Vasopressor)
ในรายที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำที่ไม่ตอบสนองต่อการให้สารน้ำหรือการรักษาอื่น ๆ อย่างเหมาะสมแล้ว และพบว่าค่าความดัน systolic blood pressure ยังคง