คลินิกเชียงของรักษาสัตว์ - หมอสันต์

คลินิกเชียงของรักษาสัตว์ - หมอสันต์ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก คลินิกเชียงของรักษาสัตว์ - หมอสันต์, สัตวแพทย์, 9/1 moo 11 Ban Thungngewnuea Sathan Chiangkhong Chiangrai โทร (Tel) 0924536151, Chiang Khong.

คลินิกรักษาสัตว์ ปรึกษาปัญหาสุขภาพสัตว์ฟรี ผ่าตัด ผ่าคลอด วัคซีน ตรวจเลือด ตรวจชิ้นเนื้อ อัลตราซาวนด์ เอกซเรย์ ตรวจวันผสม ขูดหินปูน จำหน่ายยาสัตว์ อาหารรักษาโรค บริการนอกสถานที่

🐶🐱 พาน้องหมา–น้องแมว ตรวจสุขภาพด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ ฟรี!📍คลินิกเชียงของรักษาสัตว์เปิดให้บริการตรวจสุขภาพ และเช็กอวัยว...
14/08/2026

🐶🐱 พาน้องหมา–น้องแมว
ตรวจสุขภาพด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ ฟรี!

📍คลินิกเชียงของรักษาสัตว์
เปิดให้บริการตรวจสุขภาพ
และเช็กอวัยวะภายใน โดยทีมสัตวแพทย์ 🩺

เหมาะสำหรับ
• 🐾 สุนัขและแมวสูงอายุ ตรวจเช็กอวัยวะภายใน
• 🤰 น้องที่ตั้งท้อง ตรวจความแข็งแรงของลูก และประเมินกำหนดคลอด
• 🩻 ติดตามอาการ เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่ว ตับอ่อน ตับ ถุงน้ำดี และเนื้องอก
• ❤️ น้องที่สงสัยหรือเป็นโรคหัวใจ ตรวจ ECHO (อัลตราซาวด์หัวใจ)
• ✨ น้องที่สุขภาพปกติ แต่อยากตรวจเช็กอวัยวะภายในเพื่อดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

🎉 พิเศษ! ตรวจฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
📅 17 ส.ค. เวลา 13.00-17.30 น.
📅 18 ส.ค. เวลา 10.00-17.30 น.

⚠️ จำนวนคิวมีจำกัด แนะนำให้จองคิวล่วงหน้า
พาน้องมาตรวจเช็กวันนี้ เพื่อดูแลสุขภาพให้แข็งแรงไปด้วยกัน 🐶💖🐱

📍คลินิกเชียงของรักษาสัตว์ (หมอสันต์)
📲 สนใจจองคิวล่วงหน้า
LINE OA:
โทร. 092-453-6151 | 053-160-593

11/08/2026

ภาวะสูญเสียโปรตีนทางลำไส้ (protein-losing enteropathy; PLE) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการสูญเสียโปรตีนผ่านระบบทางเดินอาหารมากผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะโปรตีนในเลือดต่ำ (hypoproteinemia) และโดยเฉพาะภาวะอัลบูมินในเลือดต่ำ (hypoalbuminemia) สาเหตุสำคัญ ได้แก่ โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (chronic inflammatory enteropathy) ภาวะหลอดน้ำเหลืองในลำไส้ขยายตัว (intestinal lymphangiectasia) และเนื้องอกของระบบทางเดินอาหาร
การรักษา PLE ในอดีต โดยเฉพาะกรณีที่สัมพันธ์กับโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง มักให้ความสำคัญกับการให้กลูโคคอร์ติคอยด์ (glucocorticoids) และยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressive drugs) อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิชาการในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า การจัดการด้านโภชนาการ (nutritional management) อาจเป็นองค์ประกอบหลักของการรักษา มิใช่เพียงการรักษาประคับประคอง (supportive care) โดยเฉพาะในสุนัขป่วยที่มีภาวะหลอดน้ำเหลืองในลำไส้ขยายตัวร่วมด้วย
บทความทบทวน Emerging Concepts in the Understanding and Treatment of Canine Protein-Losing Enteropathy ปี 2026 เสนอแนวทางการรักษาที่ให้ความสำคัญกับการจัดการเฉพาะราย (individualized management) และการปรับโภชนาการให้เหมาะสม (diet optimization) โดยเฉพาะการประเมินและปรับอาหารอย่างเป็นระบบ ก่อนเพิ่มระดับของการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน ในสัตว์ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษาไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้
พยาธิสรีรวิทยาและความสำคัญของการจำกัดไขมัน
ภาวะหลอดน้ำเหลืองในลำไส้ขยายตัวเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งของ PLE โดยเกิดจากการขยายตัวผิดปกติของหลอดน้ำเหลืองภายใน villi ของลำไส้ (intestinal lacteals) ซึ่งอาจนำไปสู่การรั่วและการสูญเสียโปรตีนอัลบูมิน โปรตีนโกลบูลิน และเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์เข้าสู่โพรงลำไส้ (intestinal lumen)
ภายใต้สภาวะปกติ ไตรกลีเซอไรด์สายยาว (long-chain triglycerides; LCTs) จากอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์เยื่อบุลำไส้และประกอบเป็น chylomicrons ก่อนลำเลียงเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง ดังนั้น การได้รับไขมันสายโซ่ยาวจึงเพิ่มการไหลเวียนของน้ำเหลืองในลำไส้ (intestinal lymphatic flow) และอาจเพิ่มแรงดันภายในหลอดน้ำเหลืองที่ผิดปกติอยู่เดิม
การจำกัดไขมันในอาหาร จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการสร้าง chylomicrons และลดภาระต่อระบบน้ำเหลืองของลำไส้ ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดทั่วไปที่มองว่าอาหารไขมันต่ำมีประโยชน์เพียงเพราะย่อยง่ายกว่า อย่างไรก็ตามในสุนัข PLE มีความหลากหลายทางพยาธิกำเนิด สุนัขป่วยบางรายอาจมีทั้งภาวะหลอดน้ำเหลืองในลำไส้ขยายตัวและโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังร่วมกัน การเลือกอาหารจึงควรพิจารณาทั้งระดับไขมัน ความสามารถในการย่อยได้และแหล่งโปรตีนในอาหาร ให้เหมาะสมกับลักษณะของโรคในสัตว์ป่วยแต่ละราย
หลักฐานทางคลินิกของการจำกัดไขมัน
Okanishi และคณะ (2014) ศึกษาสุนัข 24 ตัวที่มีภาวะหลอดน้ำเหลืองในลำไส้ขยายตัว และตอบสนองต่อ prednisolone ไม่ดีพอหรือมีการกลับมาเป็นซ้ำในช่วงที่ปรับลดขนาดยา แต่ภายหลังจากการจำกัดไขมันในอาหาร พบว่า สุนัข 19 จาก 24 ตัว หรือร้อยละ 79 มีการตอบสนองต่อการรักษาอย่างน่าพอใจ โดยอาการทางคลินิกดีขึ้น ระดับโปรตีนอัลบูมินและโปรตีนรวมในซีรัมเพิ่มขึ้น และสุนัขหลายตัวสามารถลดหรือหยุดการใช้ prednisolone ได้
หลักฐานเพิ่มเติมจากการศึกษาของ Myers และคณะ (2023) ในสุนัข 14 ตัวที่สงสัย PLE และมีลักษณะภาพอัลตราซาวนด์ที่สนับสนุนภาวะหลอดน้ำเหลืองในลำไส้ขยายตัว โดยเริ่มต้นการรักษาด้วยอาหารไขมันต่ำเพียงอย่างเดียว (low-fat diet monotherapy) และเพิ่ม prednisolone ในรายที่ตอบสนองไม่เพียงพอ
หลังติดตามเป็นเวลา 6 เดือน พบว่าสุนัข 11 จาก 14 ตัวเข้าสู่ภาวะโรคสงบทางคลินิก (clinical remission) และในจำนวนนี้ 6 ตัวเข้าสู่ภาวะโรคสงบทางคลินิก ด้วยการจัดการอาหารเพียงอย่างเดียว ส่วนอีก 5 ตัวจำเป็นต้องได้รับ prednisolone เพิ่มเติม นอกจากนี้สุนัขที่ตอบสนองต่ออาหารเพียงอย่างเดียวมีระดับโปรตีนอัลบูมินเพิ่มขึ้นและคะแนนดัชนีความรุนแรงของโรคลำไส้เรื้อรังในสุนัข (Canine Chronic Enteropathy Clinical Activity Index; CCECAI) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 2 สัปดาห์
ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ในสุนัขป่วยที่ได้รับการคัดเลือกอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะรายที่มีหลักฐานสนับสนุนภาวะหลอดน้ำเหลืองในลำไส้ขยายตัว การใช้อาหารไขมันต่ำเป็นการรักษาเริ่มต้น อาจทำให้สัตว์ป่วยบางรายเข้าสู่ภาวะโรคสงบโดยไม่จำเป็นต้องเริ่มกลูโคคอร์ติคอยด์ทันที อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวไม่ควรใช้แทนการรักษาด้วยยาในสัตว์ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือมีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็ว

บทบาทของอัลตราซาวนด์
การศึกษาของ Myers และคณะยังพบว่า ในสุนัข 11 ตัวที่เข้าสู่ภาวะโรคสงบทางคลินิก (clinical remission) มี 4 ตัวที่ลักษณะเส้นสะท้อนเสียงภายในชั้นเยื่อบุลำไส้ (mucosal linear striations) ซึ่งตรวจพบก่อนการรักษาหายไปภายหลังการรักษา
ลักษณะดังกล่าวสามารถพบร่วมกับการขยายตัวของหลอดน้ำเหลืองภายใน villi ของลำไส้ การเปลี่ยนแปลงภายหลังการรักษาจึงอาจสะท้อนถึงการลดลงของความผิดปกติของระบบน้ำเหลือง อย่างไรก็ตาม จำนวนสัตว์ป่วยในการศึกษายังมีจำกัดและไม่ควรใช้อัลตราซาวนด์เป็นตัวชี้วัดการตอบสนองต่อการรักษาเพียงอย่างเดียว
ในทางคลินิก การตรวจอัลตราซาวนด์มีประโยชน์ในการช่วยระบุลักษณะของโรค (disease phenotype) และสนับสนุนการเลือกแนวทางด้านโภชนาการ โดยควรประเมินร่วมกับอาการทางคลินิก ระดับโปรตีนอัลบูมิน และผลการตรวจอื่นที่เกี่ยวข้อง
การปรับโภชนาการให้เหมาะสมในสุนัข PLE
แนวคิดการปรับโภชนาการให้เหมาะสม ไม่ได้หมายถึงการเลือกอาหารไขมันต่ำเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญหลายประการร่วมกัน
1. ปริมาณไขมันในอาหาร เป็นปัจจัยสำคัญในสุนัขที่มีภาวะหลอดน้ำเหลืองในลำไส้ขยายตัว โดยมีเป้าหมายเพื่อลดไขมันสายโซ่ยาว การสร้างไคโลไมครอน และการไหลเวียนของน้ำเหลือง การเปรียบเทียบปริมาณไขมันระหว่างอาหารควรพิจารณาในหน่วยกรัมต่อพลังงาน 1,000 กิโลแคลอรี (g/1,000 kcal) มากกว่าพิจารณาเฉพาะร้อยละไขมันบนฉลาก เนื่องจากอาหารแต่ละสูตรมีความหนาแน่นของพลังงานแตกต่างกัน
2. ความสามารถในการย่อยของอาหาร (diet digestibility) มีความสำคัญเนื่องจากสัตว์ป่วย PLE อาจมีประสิทธิภาพในการย่อยและดูดซึมสารอาหารลดลงอาหารที่ย่อยได้สูง (highly digestible diet) ช่วยเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร ลดสารอาหารที่ไม่ถูกย่อยภายในโพรงลำไส้ และช่วยให้สัตว์ป่วยได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ
3. ปริมาณและคุณภาพของโปรตีน ควรได้รับการพิจารณาควบคู่กัน เนื่องจากการสูญเสียโปรตีนอย่างต่อเนื่องเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมดุลโปรตีนติดลบ (negative protein balance) และการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ อาหารจึงควรมีโปรตีนคุณภาพดีและย่อยง่ายในปริมาณที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้ปริมาณไขมันในอาหารเพิ่มขึ้นมากเกินไป
สำหรับสุนัขที่มีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังหรือโรคทางเดินอาหารเรื้อรังที่ตอบสนองต่ออาหาร (food-responsive enteropathy; FRE) ร่วมด้วย อาจพิจารณาโปรตีนชนิดใหม่ (novel protein) หรือโปรตีนไฮโดรไลซ์ (hydrolyzed protein) เพื่อลดการกระตุ้นจากแอนติเจนในอาหาร อย่างไรก็ตาม อาหารที่ใช้โปรตีนไฮโดรไลซ์ไม่ได้มีปริมาณไขมันต่ำทุกสูตร จึงจำเป็นต้องประเมินทั้งแหล่งโปรตีนและปริมาณไขมันร่วมกัน
นอกจากนี้ การจำกัดไขมันอาจลดความหนาแน่นของพลังงานในอาหาร สุนัขป่วยจึงควรได้รับการติดตามน้ำหนักตัว คะแนนสภาพร่างกาย (Body Condition Score; BCS) คะแนนสภาพกล้ามเนื้อ (Muscle Condition Score; MCS) และปริมาณพลังงานที่ได้รับ เพื่อป้องกันภาวะสมดุลพลังงานติดลบและการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มพร้อมหัวข้อเรื่อง ความไม่สมดุลของจุลชีพในลำไส้ และ แนวคิดใหม่: การปรับโภชนาการก่อนเพิ่มระดับของยากดภูมิคุ้มกัน ต่อได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2628
บทความโดย : น.สพ.วิทวัส ศิริเดชรัตนกุล
Disclaimer: เนื้อหานี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศเพื่ออัปเดตความรู้เท่านั้น ยาบางชนิดอาจยังไม่ขึ้นทะเบียนในไทย VPN Magazine มิได้มีเจตนาโฆษณาหรือส่งเสริมการใช้ยาผิดกฎหมาย สัตวแพทย์ควรใช้วิจารณญาณในการรักษาตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

14/06/2026

Extrahepatobiliary obstruction (EHBO) หรือ ภาวะท่อน้ำดีนอกตับอุดตัน เป็นภาวะที่พบเจอได้บ่อยครั้งในสุนัขหรือแมวที่มีความผิดปกติของระบบทางเดินน้ำดี (biliary system) โดย yellow flag ที่ทำให้เราเกิดความสงสัยถึงความผิดปกติของ hepatobiliary system มักทำให้เกิดภาวะ jaundice หรือภาวะดีซ่านเนื่องจากการตกค้างของ bilirubin ในกระแสเลือด จนพบการเหลืองขึ้นของเยื่อเมือก โดยมักเห็นได้ชัดเจนที่เยื่อตาขาว เหงือก และผิวหนัง (icteric) (ในบทความฉบับนี้ขอกล่าวถึงเพียงแต่ post-hepatic icterus ที่เกิดจาก EHBO เพียงเท่านั้น)
โดยการอุดตันอาจเกิดมาจาก intramural cause เช่น การอุดตันจากภาวะ gall bladder mucocele/cholelith หรือ intramural tumor หรืออาจเกิดจาก extramural cause เช่น triaditis/pancreatitis หรือ extramural tumor โดยการอุดตันที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลกระทบเพียงแค่ hepatobiliary system แต่ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างเร่งด่วน VPN ฉบับนี้เราจะมาคุยกันถึงสาเหตุของการอุดตัน ผลกระทบต่อร่างกายสัตว์ป่วยในเชิงลึก และแนวทางในการวางแผนรักษา รวมถึงความแตกต่างระหว่างสุนัขและแมว เพื่อให้คุณหมอสามารถจัดการเคส EHBO ได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจไปด้วยกัน
Anatomy
ลักษณะการเกิดความผิดปกติจะมีความแตกต่างกันในสุนัขและแมว เนื่องจากมีโครงสร้างกายวิภาคของท่อน้ำดี (common bile duct) และท่อตับอ่อน (pancreatic duct) ที่แตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างนี้จะส่งผลต่อลักษณะการเกิดโรคและการรักษา โดยในสุนัขจะมีการเปิดเข้าไปยัง duodenum มีการแยกกันของ pancreatic duct และ common bile duct อย่างชัดเจน โดยส่วนมากของ pancreatic secretion จะถูกส่งเข้าไปยัง duodenum ที่ minor duodenal papilla (accessory pancreatic duct) เป็นหลัก ทำให้มักเกิดปัญหาแยกกันระหว่าง hepatobiliary system และ pancreatic disease
ในขณะที่แมวจะพบการรวมกันของ common bile duct และ pancreatic duct ก่อนที่จะไปเปิดเข้า duodenum ที่ major duodenal papilla และมีแมวเพียง 20% ที่พบ accessory pancreatic duct และเกิดการเปิดของ pancreatic juice ที่ minor duodenal papilla ดังนั้นนี่จึงอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมแมวถึงมักพบความผิดปกติของ hepatobiliary system และ pancreas ร่วมกัน เช่นในราย triaditis และมักนำมาซึ่ง EHBO จากภาวะ pancreatitis และเกิดการอุดตันที่บริเวณ major duodenal papilla
Pathophysiology
น้ำดี (bile) ที่สร้างจากเซลล์ตับจะประกอบไปด้วย bile salt ที่มีหน้าที่ในการย่อยอาหารและมีความจำเป็นต่อการควบคุม bacteria ใน GI tract ดังนั้นเมื่อเกิดการอุดตันที่ทางเดินน้ำดีจะส่งผลให้ขาดการหลั่ง bile salt เข้าไปยังทางเดินอาหาร จึงเกิดการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรีย รวมถึงพบการสร้าง endotoxin ที่มากเกินไป เมื่อเกิดการดูดซึม endotoxin ดังกล่าวเข้าไปยังกระแสเลือดจนเกิดภาวะ endotoxemia จะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไต เนื่องจากกระตุ้นให้เกิด vasoconstriction ที่หลอดเลือดไต ส่งผลให้เกิด renal tubular necrosis ขึ้น และ endotoxin เองยังมีความเป็นพิษต่อไตโดยตรงอีกด้วย
นอกจากนั้นภาวะ endotoxemia ยังทำให้เกิดการลดลงของ myocardial contractility ส่งผลให้เกิด hypotension ตามมา, เกิดภาวะ GI bleeding เนื่องจาก endotoxin-mediated gastric mucosal ischemia เกิดการลอกหลุดของเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร และ endotoxin เองยังมีความสามารถในการกระตุ้นการหลั่ง acid ในทางเดินอาหารมากขึ้นด้วย การอุดตันของทางเดินน้ำดีจะทำให้เกิดการคั่งของน้ำดีใน hepatobiliary system โดยพบว่า serum bilirubin จะสูงขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังการอุดตัน และจะพบการขยายขนาดของ interlobar bile duct ใน 4-6 วันหลังเกิดการอุดตัน เมื่อ intraductal pressure สูงจนเซลล์ตับไม่สามารถระบายน้ำดีลงมายัง bile canaliculi ได้ จะเกิดการคั่งน้ำดีภายในเซลล์ตับ (intrahepatic cholestasis)
ซึ่ง bile acid และ bile salt เองเป็น cytotoxic agent ดังนั้นจึงส่งผลให้เกิด hepatocellular apoptosis โดยในระยะแรกจะพบการสูงขึ้นของ ALP และ GGT เนื่องจากภาวะ biliary hypertension และ bile acid จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์ ALP และ GGT จาก cholangiocyte ในกระบวนการกระตุ้นให้เกิด biliary hyperplasia เนื่องมาจากการอุดตัน และในท้ายที่สุดเมื่อเกิด intrahepatocyte cholestasis และเกิด hepatocellular apoptosis ขึ้น จะเกิดความเสียหายของเซลล์ตับทำให้เกิดการหลั่ง ALT และ AST ออกมายังกระแสเลือด จึงพบการสูงขึ้นของเอนไซม์ดังกล่าวในกระแสเลือด จากข้อมูลที่กล่าวมาจะเห็นได้ชัดเจนว่า เมื่อเกิดการอุดตันของทางเดินน้ำดีจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อร่างกายของสัตว์ป่วยทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เพียง hepatobiliary system
Diagnosis and Treatment
อาการแสดงออกของสัตว์ป่วยที่มีภาวะ EHBO สามารถแสดงอาการได้หลากหลาย ตั้งแต่มีอาการทาง GI เพียงเล็กน้อย เช่น ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน ไปจนถึงอยู่ในภาวะวิกฤต เช่น hypovolemic shock และ sepsis โดยเฉพาะในราย acute pancreatitis หรือ bile peritonitis จากการรั่วของน้ำดี โดยมากพบ gall bladder rupture ในราย chronic gall bladder mucocele หรืออาจพบได้จาก chronic EHBO ซึ่งโดยส่วนมากมักพบ icteric membrane โดยสามารถเห็นได้ชัดที่ conjunctiva/gingiva และบริเวณใต้ท้องที่มีขนน้อย เมื่อพบว่าสัตว์ป่วยมี icteric mucous membrane หลังจากตรวจร่างกายทั่วไปเพื่อประเมินสุขภาพทั่วไป ตรวจดูระดับ dehydration (อาจเป็นต้นเหตุสำคัญของ electrolyte imbalance ที่มีผลต่อการรักษา) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่สงสัย peritonitis และอยู่ในภาวะ hypovolemic shock
เมื่อทำการประเมินเบื้องต้นแล้ว การวินิจฉัยเพิ่มเติมที่ควรทำคือ การตรวจแยกภาวะ prehepatic ออกจาก hepatic และ post-hepatic โดยการตรวจแรกที่ช่วยแยกภาวะ prehepatic คือการตรวจ CBC เพื่อหาความผิดปกติของเม็ดเลือด เช่น intravascular hemolysis ที่อาจเป็นต้นเหตุของ icteric เป็นต้น หากไม่พบความผิดปกติของเม็ดเลือด โดยมากความผิดปกติมักจะอยู่ที่ hepatic หรือ post-hepatic แต่ในราย EHBO บางครั้งอาจพบ mild anemia หรืออาจพบ leukocytosis ได้ในรายที่มี septic peritonitis หรือ acute pancreatitis
ลำดับต่อไปในการตรวจคือการทำ abdominal ultrasound เพื่อตรวจหาความผิดปกติของตับและ biliary tree ว่ามีการขยายขนาดหรือพบ choleliths ที่อุดตัน common bile duct หรือไม่ โดยปกติขนาดของ common bile duct ในสุนัขจะมีขนาดน้อยกว่า 4 mm และน้อยกว่า 2-3 mm ในแมว หากพบว่ามีขนาดร่วมกับ tortuosity appearance มักบ่งชี้ถึงการอุดตันของทางเดินน้ำดีอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การตรวจพบการอุดตันดังกล่าวอาจไม่ได้จำเป็นต้องทำการผ่าตัดแก้ไขทันทีเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่พบ pancreatitis หรือ cholangitis ร่วมด้วย เนื่องจากโดยมากการอุดตันที่เกิดขึ้นเกิดจากการบวมของเนื้อเยื่อ ซึ่งสามารถใช้ medical treatment และทำให้น้ำดีกลับมาไหลได้ปกติในภายหลังจากการอักเสบลดลงได้
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2581
บทความโดย : น.สพ.ปราชญ์ หมายหาทรัพย์
Disclaimer: เนื้อหานี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศเพื่ออัปเดตความรู้เท่านั้น ยาบางชนิดอาจยังไม่ขึ้นทะเบียนในไทย VPN Magazine มิได้มีเจตนาโฆษณาหรือส่งเสริมการใช้ยาผิดกฎหมาย สัตวแพทย์ควรใช้วิจารณญาณในการรักษาตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

12/06/2026
📣แจ้งไฟฟ้าดับ วันเสาร์ที่ 23 พ.ค.69      เวลา 9.00-16.30 น.      ทางคลินิกของดรับเคศผ่าตัดทุกกรณีนะคะ 🙏ขออภัยในความไม่สะ...
22/05/2026

📣แจ้งไฟฟ้าดับ วันเสาร์ที่ 23 พ.ค.69
เวลา 9.00-16.30 น.
ทางคลินิกของดรับเคศผ่าตัดทุกกรณีนะคะ
🙏ขออภัยในความไม่สะดวกมาณ ที่นี้

16/05/2026

ภาวะ sepsis หมายถึงกระบวนการอักเสบทั่วร่างกาย อันเนื่องมาจากร่างกายมีการตอบสนองต่อการติดเชื้อ ส่งผลให้มีการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งหากว่าการอักเสบนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่สามารถควบคุมได้ อาจนำไปสู่ภาวะช็อกจากการเชื้อ (septic shock) รวมทั้งอาจส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายทำงานล้มเหลว จนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์ป่วยเสียชีวิตลง ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยภาวะติดเชื้ออย่างถูกต้อง และให้การรักษาที่เหมาะสมมีประสิทธิภาพอย่างทันท่วงทีจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของการเกิดภาวะ sepsis ได้
ในทางเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ได้กำหนดนิยามของกระบวนการที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะ sepsis โดยแบ่งระดับตามความรุนแรง ไว้ดังนี้
1. ภาวะการอักเสบทั่วร่าง (Systemic inflammatory response syndrome; SIRS) หมายถึง ภาวะที่ร่างกายเกิดปฏิกิริยาการอักเสบขึ้นอย่างรุนแรงซึ่งเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ไม่ว่าจะเป็นจากการติดเชื้อ (infectious causes) หรือไม่ติดเชื้อ (non-infectious causes) ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณชีพหรือการตอบสนองของเม็ดเลือดขาว (white blood cells) โดยในสุนัขนั้น หากพบลักษณะของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ใน 5 ข้อ (ตารางที่ 1 - ดูตารางได้ที่บทความบนเว็บไซต์) ก็ถือได้ว่าเกิดภาวะ SIRS ขึ้นแล้ว
2. ภาวะ sepsis หมายถึง การเกิดภาวะ SIRS ร่วมกับมีการสงสัยหรือยืนยันว่ามีการติดเชื้อจริง
3. ภาวะ severe sepsis หมายถึง ภาวะ sepsis ที่รุนแรงจนทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำหน้าที่ได้ลดลง ดังรายละเอียดในตารางที่ 2
4. ภาวะ septic shock หรือภาวะช็อกจากการเชื้อ หมายถึง การที่สัตว์ป่วยมีภาวะ sepsis ร่วมกับมีภาวะความดันโลหิตต่ำ ที่ไม่ตอบสนองต่อการแก้ไขด้วยการให้สารน้ำ และจำเป็นต้องมีการให้ยาเพื่อเพิ่มความดันโลหิต
ภาวะ SIRS เป็นการอักเสบที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อสาเหตุต่าง ๆ เช่น ภาวะติดเชื้อ ภาวะฮีทสโตรก (heat stroke) ภาวะตับอ่อนอักเสบ การผ่าตัดที่มีความรุนแรง การเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงอาจเป็นผลจากเนื้องอกบางชนิดได้ เป็นต้น แล้วก่อให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงและกระตุ้นให้เนื้อเยื่อรอบข้างมีการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ (inflammatory mediators) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงมากขึ้นในระดับที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมการอักเสบเหล่านั้นให้อยู่แค่เฉพาะจุดได้
การอักเสบจึงมีการกระจายไปทั่วร่างกาย และหากสาเหตุนั้นเกิดจากการติดเชื้อโดยไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ก็ตาม จึงถือได้ว่าเป็นภาวะ SIRS อันเป็นผลสืบเนื่องจากการติดเชื้อ ซึ่งจะตรงตามนิยามของภาวะ sepsis ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่าในทุกเคสที่มีภาวะ sepsis ล้วนมีภาวะ SIRS ทั้งสิ้น
การวินิจฉัยและการวางแผนการจัดการโรคสำหรับสุนัขที่อยู่ในภาวะ sepsis นั้น ควรทำอย่างครอบคลุม ทั้งในแง่ของการซักประวัติ การตรวจร่างกายโดยละเอียด ทั้งนี้เพื่อให้สามารถประเมินสภาวะของสุนัขป่วยได้อย่างถูกต้อง และให้การแก้ไขภาวะฉุกเฉินเบื้องต้นที่จำเป็นได้อย่างเหมาะสม
นอกจากการซักประวัติและการตรวจร่างกายแล้ว
ควรมีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจประเมินค่าเม็ดเลือด (complete blood count; CBC) ค่าเคมีในเลือด (ได้แก่ BUN, serum creatinine, ALT, ALK, total protein, albumin, bilirubin) ระดับแร่ธาตุในเลือด (electrolytes) รวมถึงการตรวจวิเคราะห์แก๊สในเลือด (blood gas analysis) ระดับแลคเตท (lactate) ระดับน้ำตาลในเลือด (blood glucose) รวมทั้งตรวจประเมินกระบวนการแข็งตัวของเลือด (clotting assays) และการตรวจปัสสาวะ (urinalysis) ร่วมด้วย
รวมทั้งหากเป็นไปได้ ควรมีการเก็บตัวอย่างจากแหล่งที่คาดว่าจะเป็นสาเหตุของการติดเชื้อ เช่น pleural effusion, peritoneal effusion, urine หรือทำ blood culture เพื่อทำการเพาะเชื้อ หาความไวยา หลังจากเก็บตัวอย่างแล้วควรพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะในทันที โดยควรเลือกใช้ยาปฏิชีวนะประเภทที่ออกฤทธิ์กว้างและสามารถครอบคลุมเชื้อก่อโรคที่น่าจะเป็นสาเหตุมากที่สุด (broad spectrum and empirical antibiotic)
เนื่องจากมีงานศึกษาว่าการให้ยาปฏิชีวนะในภาวะ sepsis ภายใน 1 ชั่วโมงหลังการวินิจฉัย นั้นเป็นประโยชน์และสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ควรกำจัดแหล่งของการติดเชื้อ (source of infection) ออกโดยเร็วที่สุดที่ทำได้ หากสัตว์ป่วยเข้าสู่ภาวะ septic shock แล้วการทดแทนด้วยสารน้ำเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถแก้ไขสภาวะนี้ได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยาในกลุ่มกระตุ้นความดัน (vasopressor)
แนวทางเบื้องต้นในการจัดการและรักษา
1. ควรตรวจร่างกายสุนัขอย่างละเอียด เก็บข้อมูล ประเมินว่าสภาวะร่างกาย สัญญาณชีพ heart rate, pulse rate and quality, respiratory rate, temperature, hydration status, capillary refilling time ว่าเป็นอย่างไร รวมถึงการคลำตรวจตามปกติ ร่วมกับการซักประวัติว่ามีแนวโน้มในเรื่องของการติดเชื้อร่วมด้วยหรือไม่ โดยอาจถามถึงเรื่องประวัติการเป็นสัดหรือทำหมัน
หากสงสัยภาวะมดลูกอักเสบ (pyometra) ประวัติในเรื่องของการอาเจียนอย่างหนัก อาจบ่งชี้ได้ถึงภาวะตับอ่อนอักเสบรุนแรงและอาจเกิด translocation ของกลุ่มแบคทีเรียในทางเดินอาหารหรือลำไส้อุดตันหรือมีการรั่ว หากมีประวัติในเรื่องของการกินสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เพื่อประเมินว่า ณ ตอนนั้นมีภาวะใดบ้างที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อน เช่น ภาวะ shock หรือ hypothermia ต่าง ๆ แต่อย่าลืมว่าคุณหมอควรใช้ระยะเวลาให้สั้นที่สุดในการเก็บข้อมูลให้ได้เยอะที่สุดด้วย
2. จากนั้นควรทำการ stabilized ตามสภาวะความผิดปกติที่ตรวจพบ ไม่ว่าจะเป็น IV fluid หรือ oxygen support ในเบื้องต้นคือการแทงสายสวนเข้าหลอดเลือดดำเพื่อให้สารน้ำ ในขั้นตอนนี้คุณหมอควรได้ค่าเลือดบางตัว เช่น PCV/PP, blood glucose, blood gas analysis ก่อน เนื่องจากเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ และใช้ปริมาณเลือดไม่มาก ซึ่งสัตว์ป่วยในภาวะนี้อาจมี hemodynamic ที่ยังไม่ดี
อย่างไรก็ตามการไหลเวียนเลือดที่แย่ลงของสุนัขในภาวะ sepsis หรือ sepsis shock นั้นมักเกิดจาก 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่า Absolute hypovolemia เป็นส่วนที่เกิดจากการขาดน้ำจริง ไม่ว่าจากภาวะ anorexia หรือมีการสูญเสียน้ำจากการอาเจียน ถ่ายเหลว เป็นต้น ซึ่งการทดแทนด้วยสารน้ำเข้าทางหลอดเลือดดำมักจะสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้
ในส่วนที่สองคือ relative hypovolemia เป็นผลจากการอักเสบที่เกิดขึ้น ทำให้เกิด increased vascular permeability, สูญเสีย vascular tone จนเกิด vasodilatation จากบรรดา cytokines ต่าง ๆ ที่หลั่งออกมา หรือกล้ามเนื้อหัวใจมีการทำงานที่ผิดปกติไป จึงไม่สามารถคงการไหลเวียนเลือดให้อยู่ในภาวะปกติได้ อย่างไรก็ตามในการแก้ไขภาวะนี้ การให้สารน้ำก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยเสริมให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ชะล้างของเสียออก และนำพาสารอาหารที่จำเป็นเข้าไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญ
สารน้ำที่เหมาะสมควรเป็นประเภท balanced isotonic crystalloid (เช่น Acetate ringer's solution) โดยทำ fluid challenge ในปริมาณ 10-20 ml/kg ให้ภายใน 10-20 นาที ร่วมกับการประเมินสภาวะร่างกายซ้ำหลังให้เสร็จ หาก parameter ต่าง ๆ ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ สามารถพิจารณาให้ซ้ำอีก 2-3 ครั้ง ขึ้นกับสภาพตัวสัตว์ แต่ต้องระมัดระวังการเกิด volume overload อย่างเคร่งครัด หลังจากนั้น ควรคำนวณสารน้ำที่สุนัขควรได้ต่อวัน โดยคิดจาก hydration status, daily physiological requirement และ ongoing loss ที่เกิดขึ้น
3. วิเคราะห์สาเหตุของการติดเชื้อทั้งในแง่ของอายุรกรรมและศัลยกรรม (หากมีความจำเป็น) เช่นภาวะมดลูกอักเสบ (pyometra) มดลูกแตก (uterine rupture) ทางเดินอาหารทะลุ (GI tract leak/rupture) ถุงน้ำดีแตก (gall bladder rupture) หรือภาวะช่องท้องอักเสบติดเชื้อ (septic peritonitis) เป็นต้น ภาวะเหล่านี้มีความจำเป็นที่จะต้องใช้การแก้ไขทางศัลยกรรม เพื่อนำแหล่งของการติดเชื้อ (source of infection) ออก โดยเร็วที่สุดเมื่อเตรียมสภาพสัตว์ป่วยแล้วว่าพร้อม ในขั้นตอนนี้สามารถเก็บตัวอย่างเพื่อเพาะเชื้อเพิ่มเติมด้วยก็ได้
4. หากสุนัขมีภาวะโลหิตจาง หรือมีโปรตีนในเลือดต่ำ หรือมีความผิดปกติในกระบวนการแข็งตัวของเลือด ควรพิจารณาในการให้ผลิตภัณฑ์เลือดที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น fresh whole blood, fresh frozen plasma, หรือ human serum albumin อย่างไรก็ตามต้องเฝ้าระวังการเกิดปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์ (adverse reactions) อย่างใกล้ชิด
5. การให้ยาปฏิชีวนะนั้นควรเริ่มให้ทันทีที่ตรวจพบภาวะ sepsis และมีการเก็บตัวอย่างไปทำการเพาะเชื้อแบคทีเรียและความไวยาแล้ว ควรเลือกยาที่เป็น empirical and broad-spectrum antibiotics ก่อน โดยพิจารณาตามความน่าจะเป็นจากบริเวณที่น่าจะเป็นแหล่งของการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังอาจจะพิจารณาจากประวัติการได้รับยาปฏิชีวนะ, ผลย้อมสีแกรมร่วมด้วย เพื่อให้สามารถเลือกใช้ยาได้อย่างเหมาะสม และควรเลือกใช้ยาในขนาดที่สูง เพื่อลดโอกาสในการเกิดเชื้อดื้อยาให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ก็ควรเลือกบริหารยาทางหลอดเลือดดำเป็นหลัก เนื่องจากการบริหารยาในช่องทางอื่น อาจมีผลต่อการดูดซึม กระจายตัว และการออกฤทธิ์ของยา ในสภาวะของสัตว์ป่วยที่มีภาวะ sepsis โดยข้อมูลการบริหารยาปฏิชีวนะในสุนัขที่มีภาวะ sepsis แสดงในตารางที่ 3
6. การใช้ยาเพิ่มความดัน (Vasopressor)
ในรายที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำที่ไม่ตอบสนองต่อการให้สารน้ำหรือการรักษาอื่น ๆ อย่างเหมาะสมแล้ว และพบว่าค่าความดัน systolic blood pressure ยังคง

ที่อยู่

9/1 Moo 11 Ban Thungngewnuea Sathan Chiangkhong Chiangrai โทร (Tel) 0924536151
Chiang Khong
57140

เวลาทำการ

อังคาร 09:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 19:00
เสาร์ 09:00 - 19:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6653160593

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกเชียงของรักษาสัตว์ - หมอสันต์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง คลินิกเชียงของรักษาสัตว์ - หมอสันต์:

ทางลัด

แชร์

ประเภท