15/07/2026
"นิกกับพิม" เคยเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสมัยเรียนมัธยมต้น และเราอ่านจบตั้งแต่ยังไม่เปิดเทอมเลย ตามประสาคนรักหมาค่ะ
ถ้าเป็นคนรักหมา และรักการอ่าน ไม่ควรพลาดนิยายรักเล่มนี้ค่ะ
แอน ณ บาววาว ร💚ยยิ้มของสุนัข
จุดเริ่มเรื่อง "นิกกับพิม'
เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะพิเชฐพบเธอเข้าที่ร้านสัตว์เลี้ยงแห่งหนึ่งในเมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่เขาเข้าไปในร้านเพื่อหาซื้อลูกหมาบ๊อกเซอร์สีน้ำตาลเพื่อนำ กลับกรุงเทพฯ พิเชฐได้ไปเที่ยวหาหมาชนิดนั้นตามที่ต่างๆ หลายแห่งแล้ว ทั้งใน เมืองเยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส และในเมืองสวิส แต่ก็ยังหาที่ถูกใจไม่ได้สักตัวเดียว จน กระทั่งเข้าไปในร้านที่ถนนบานโฮฟสตราฟ และได้เห็นเธอเข้า
เธอก็กำลังเลือกลูกหมาอยู่เหมือนกัน แต่เป็นลูกหมาพันธุ์พูเดิล อายุราว สามเดือนครอกหนึ่ง มีให้เลือกถึงสี่ตัว สีน้ำตาลแก่ก็มี สีดำปี๋ก็มี สีขาวก็มีสามตัว แต่คนละครอก ยังเล็กมาก เธอเลือกสีดำตัวผู้จากครอกแรก เจรจากันอยู่นานจึง ชำระเงิน รับใบสำคัญบอกเพ็ดดีกรีมาเก็บไว้ในกระเป๋าถือ แล้วก็อุ้มลูกหมาสีดำขน หยิกหย็องตัวนั้นออกจากร้านไปด้วยท่าทางที่ไม่ขัดนัยน์ตาแม้แต่น้อย
พิเชฐมองตามอย่างสนใจแกมพอใจ แล้วจึงบอกเจ้าของร้านบ้างว่า เขาเอง ต้องการหมาชนิดไหน เจ้าของร้านบอกแก่เขาว่าเวลานี้ไม่มีหมาบ๊อกเซอร์อยู่ในร้าน แต่เพื่อนของเขามีอยู่ตัวหนึ่ง เป็นหมาโทนชื่อนิก อายุราวหกเดือน แต่ไม่ได้ตัดหู
หากต้องการ แต่ไม่ทราบว่าเวลานี้ขายไปแล้วหรือยัง เขาจะโทรศัพท์ไปถามเพื่อนให้ ถ้าพิเชฐไม่รังเกียจที่จะรอสักครู่
ขณะที่พิเชฐยืนเก้ก้งอยู่คนเดียวในร้าน ระหว่างที่เจ้าของไปพูดโทรศัพท์หลัง ร้าน หญิงสาวคนเดิมก็จูงลูกหมาที่อุ้มออกไปเมื่อสักครู่กลับเข้ามาในร้าน
พิเชฐชำเลืองดู พลางนึกในใจว่า “เจ้าหล่อนช่างไปหาปลอกคอสีแดงเข้ากับ สายจูงมาจากไหนได้เร็วจริง”
แต่ลูกหมาเจ้ากรรมตัวนั้นยังไม่ได้รับการฝึกให้จูงเดิน จึงทั้งดิ้นทั้งสะบัด เจ้าของก็ได้แต่ร้องว่า “จุ๊ๆอยู่ดีๆหน่อย อย่าดิ้น อย่าดึง อย่าดึงซิจ๊ะ!”
“เอ๊ะ! เป็นคนไทย” พิเชฐบอกตัวเองอย่างพอใจ “เป็นคนไทย! เป็นไปได้ หรือที่เรามาพบหญิงไทยสะสวยเข้าโดยบังเอิญในเมืองซูริก แล้วอุตส่าห์นึกว่าเป็น ฟิลิปปินโนหรืออะไร ช่างบ้าแท้ๆ!”
พิเชฐยังไม่ทันจะเอ่ยปากว่ากระไร ไม่ทันแม้แต่จะขยับตัว เจ้าของร้านพูด โทรศัพท์เสร็จก็กลับออกมาบอกแก่เขาเป็นภาษาเยอรมันว่า หมาบ๊อกเซอร์ตัวนั้นยังอยู่ ถ้าต้องการจะดูอีกสักชั่วโมงหนึ่ง ถ้ากลับมาที่ร้านอีกคงจะได้ดู เพื่อนของเขา ยินดีจะขายให้ถ้าต้องการ แล้วก็หันมาพูดกับหญิงสาวเป็นภาษาอังกฤษซึ่งแปร่ง สำเนียงหนักแบบชาวสวิสพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาของตน “มีอะไรจะให้ผมทำอีกหรือไม่ ฟรอยไลน?"
“ฉันอยากจะทราบว่า ท่านจะตัดขนลูกหมาตัวนี้ให้ฉันได้หรือไม่?” หญิงสาว ถามเป็นภาษาเดียวกัน “หมาตัวนี้จะออกเดินทางกลับไปเมืองร้อนพรุ่งนี้ ขนของ มันหยิกยาวและหนานัก ไม่เหมือนหมาพูเดิลที่ฉันเห็นเขาเลี้ยงกันที่นี่ มันโตพอ ที่จะตัดขนได้หรือยัง?”
“โตพอแล้วฟรอยไลน กำลังดีทีเดียว หมาพูเดิลมักถูกตัดขนเมื่ออายุได้ สามเดือน เจ้าสี่ตัวนี้ก็อายุจะครบสามเดือนในวันสองวันนี้ ถ้าท่านให้เวลาผมสักชั่วโมงหนึ่ง ผมคงจะจัดการตัดขนให้ได้ ว่าแต่ท่านต้องการจะให้ตัดขนแบบไหน แบบอังกฤษ แบบดัตช์ แบบสปอร์ต แบบเยอรมัน แบบสิงโต ทางป้อมๆ หรือเรียบ หรืออย่างไร?” ว่าแล้วเจ้าของร้านก็ตรงไปที่ชั้นข้างฝา หยิบหนังสือสามสี่เล่ม ออกมาส่งให้หญิงสาว
ขณะที่หญิงสาวกำลังพลิกดูวิธีตัดขนหมาพูเดิลในหนังสือ พิเชฐจึงถือโอกาส มองดูเธอด้วยความพึงพอใจ นานแล้วที่เขาไม่ได้สนทนาวิสาสะกับผู้หญิงไทย เขา เรียนวิชาอยู่ที่เมืองฮันโนเวอร์ในเยอรมันหลายปี เมืองนั้นหาคนไทยยากโดยเฉพาะ ผู้หญิง พอเรียนจบจะกลับเมืองไทย พิเชฐก็เลยถือโอกาสมาท่องเที่ยวตามเมือง ต่างๆ เช่น เมืองในอิตาลี ฝรั่งเศส และสวิส เพราะเห็นเป็นโอกาสที่จะได้เปิดหูเปิดตา ก่อนกลับเมืองไทย
เมื่อมาถึงเมืองสวิสใหม่ๆ พิเชฐเที่ยวเตร่อยู่แถวเมืองเจนีวา มองเตรอ โลซาน เป็นต้น แต่รู้สึกไม่ค่อยคุ้นกับแถวสวิสฝรั่งเศส จึงจับรถไฟมายังเมืองต่างๆ แถว สวิสเยอรมัน แล้วเลยติดใจเมืองซูริก เพราะเมืองนี้นอกจากสวยแล้ว ยังเป็นเมือง ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสวิส มีร้านรวงดีๆเต็มไปหมด อาหารก็อร่อย ผู้คนก็พูดภาษา เยอรมันเข้าใจกัน เขารู้สึกสบายใจ เลยตั้งใจจะอยู่ที่นี่ให้นานกว่าที่อื่น ยิ่งวันนี้ ได้มาพบหญิงไทยที่สวยสดงดงาม ท่าทางน่ารัก ช้ำชอบหมาเช่นเดียวกับเขา เขายิ่ง รู้สึกพอใจเมืองซูริกนี้หนักขึ้นอีก
ทันใดนั้นเอง นายเจ้าของร้านหันมาเห็นพิเชฐเข้า ก็ออกปากราวกับจะไล่เขา ไปเสียให้พ้นหญิงสาวน่ารักผู้นั้นว่า “อีกชั่วโมงหนึ่งท่านค่อยกลับมาจะดีไหมครับ?”
พิเชฐไม่ตอบ เพียงแต่พยักหน้า จะอยู่ทำเป็นไถลดูอะไรๆ ต่อไปในร้านก็ออก จะไม่เข้าที จึงเดินออกไปอย่างเสียมิได้ เขาอยากจะยืนคอยเธออยู่แถวนั้นแต่ไม่ กล้า เดี๋ยวเธอออกมาเจอเขาคอยดูอยู่ ดูๆเขาก็กลายเป็นเจ้าชู้ประตูดินไป เขา จึงเดินเลยไปห้าหกร้าน ถึงร้าน “ฮูกะแน็ง” ซึ่งเป็นร้านขายขนมที่มีชื่อเสียงของ เมืองซูริก จึงตรงเข้าไปหาที่นั่งหันไปทางประตูที่โต๊ะซึ่งวางอยู่ แล้วก็สั่งกาแฟและทาร์ตสตรอเบอรี่มารับประทาน พอหญิงรับใช้เดินลับตัวไปยังไม่ทันไร หญิงสาวที่ เขากำลังนึกถึงก็เดินเข้ามาในร้าน
โชคเข้ากับพิเชฐอย่างที่สุด เผอิญโต๊ะทุกโต๊ะในร้านน้ำชานั้นมีคนนั่งเต็ม จะ มีเก้าอี้ว่างอยู่ก็แต่ที่โต๊ะของเขาและที่อื่นอีกสักโต๊ะ ขณะที่หญิงสาวยืนละล้าละลัง ตามองไปอีกทางหนึ่ง พยายามหาที่นั่งอยู่ไม่ห่างจากโต๊ะของเขานัก พิเชฐก็ลุกยืน ขึ้น โค้งตัวเล็กน้อย ทำมือมาทางเก้าอี้ว่างที่โต๊ะของเขาแล้วกล่าวเชิญอย่างสุภาพว่า “ถ้าคุณไม่รังเกียจ เชิญมานั่งที่นี่ก่อนชิครับ ไว้โต๊ะอื่นว่างถึงค่อยขยับขยาย”
หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย หันมาทำตาโตออกอุทานว่า “อุ้ยตาย คุณเป็นคน ไทย! นึกว่า...ง่า...แหม ดีใจเหลือเกินค่ะที่ได้พบคนไทยด้วยกัน ที่เมืองนี้หาคน ไทยยากเต็มทน ไม่เหมือนแถวสวิสฝรั่งเศสดอกค่ะ”
พิเชฐยิ้มไม่ตอบว่ากระไร ยืนคอยจะเลื่อนเก้าอี้ให้เธอนั่ง หญิงสาวจึงเดิน เข้ามาใกล้แล้วว่า “ขอบคุณมากค่ะ กำลังคิดว่าจะออกไปดีหรือจะอยู่ดีทีเดียว ถ้า อยู่...” ลงนั่งแล้วพูดอย่างยิ้มๆ “ก็เห็นจะต้องไปนั่งข้างแม่อ้วนทางโน้นเพราะ ไม่ทันเห็นเก้าอี้นี่”
“คุณรับประทานอะไรครับ ผมจะสั่งให้” พิเชฐถามอย่างกิริยาดี ลงนั่งตรง กันข้ามพร้อมทั้งหันไปมองหาหญิงรับใช้
“ขอบคุณค่ะ ช็อกโกเลตสักถ้วยหนึ่ง แล้วก็ขนมอะไรสักชิ้นจากรถเข็น นั่นแหละค่ะ”
ทันใดนั้นหญิงเสิร์ฟโต๊ะก็นำกาแฟและทาร์ตที่พิเชฐสั่งมาตั้งให้ที่โต๊ะ หญิงสาว ชำเลืองดูก็ร้องว่า “อุ้ย สตรอเบอรี่สด! เขาทำทาร์ตสวยน่ารับประทานนะคะ มีครีม ให้ราดด้วย"
“รับประทานไหมล่ะครับ? ผมจะได้สั่งให้ ผมรับรองว่าอร่อยแน่”
“ดีเหมือนกันค่ะ ขอบคุณ”
การนั่งรับประทานทาร์ตสตรอเบอรี่สด และดื่มกาแฟและช็อกโกเลตอยู่ที่โต๊ะ
เดียวกันของหญิงสาวและชายหนุ่มคู่หนึ่งซึ่งเป็นคนชาติเดียวกัน ในที่แปลกถิ่นเช่นนี้ เป็นเหตุให้คนทั้งสองคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว พิเชฐทราบว่าเธอชื่อมนทิรา พึ่งมา อยู่ในเมืองชูริกยังไม่ถึงสองสัปดาห์ แต่จะอยู่ต่อไปนานเท่าไรยังไม่มีกำหนด ส่วน มนทิราก็ได้ทราบว่าพิเชฐเรียนวิชาเอ็นจิเนียร์เพิ่มเติมจากเมืองฮันโนเวอร์ เรียนจบได้ปริญญาแล้ว กำลังจะกลับกรุงเทพฯในเร็วๆนี้ เวลานี้
เวลาชั่วโมงหนึ่งช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับมีปีกบิน พิเชฐกำลังพยายาม คุยกับเธอด้วยวิธีที่จะไม่ทำให้เธอรู้สึกว่าเขากำลังอยากรู้อยากเห็นเรื่องของเธอ และ มนทิราก็คุยกับพิเชฐอย่างเพลิดเพลิน แทบจะลืมไปว่าเพิ่งรู้จักกัน ก็พอดีนาฬิกาไม้ ข้างฝาเปิดประตูผางออกมาทั้งสองบาน แล้วนกน่าเอ็นดูตัวหนึ่งก็ออกมากระดก หัวร้อง “กุ๊ก” ๕ ครั้ง
มนทิราหันมาทำตาโตกับพิเชฐ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูแล้วอุทานออกมาว่า “อุ้ยตาย! ตั้ง ๕ โมงแล้ว เรานั่งคุยกันอยู่ที่นี่ตั้งชั่วโมงกว่าแน่ะค่ะ”
พิเชฐเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าโต๊ะในร้านน้ำชานั้นว่างกว่าครึ่ง เป็นไป ได้หรือที่เขาไม่รู้สึกแม้แต่น้อยว่าผู้คนลุกออกไปจากร้านเกือบหมด เธอบอกแก่เขา ว่า “คุณจะไปไหนก็เชิญเถอะค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงดิฉัน ดิฉันจะกลับไปเอาลูกหมา ที่ร้านเก่า ป่านนี้เขาคงตัดขนให้เสร็จแล้วกระมัง”
“ผมก็กำลังจะไปที่ร้านนั้นอยู่เหมือนกัน เขาสัญญาว่าจะเอาลูกหมาที่ผม ต้องการมาให้ดู”
ดังนั้น ทั้งคู่จึงเดินเคียงกันไปตามถนน แล้วก็เข้าไปในร้านซึ่งเป็นที่ที่เขาทั้ง สองได้เห็นกันเป็นครั้งแรก ลูกหมาพูเดิลของมนทิราถูกตัดขนตามแบบที่นิยมใน เมืองเยอรมันและสวิสในขณะนั้น คือแบบ “Karakul Schnitt” ทำให้มองดูไม่ผิด ตุ๊กตาหมา ส่วนหมาบ๊อกเซอร์ที่เจ้าของร้านนำมาให้พิเชฐดูเป็นที่ถูกใจพิเชฐยิ่งนัก สีก็น้ำตาลตามที่เขาต้องการ รูปร่างล่ำสัน ถูกลักษณะหมาบ๊อกเซอร์ทุกอย่าง หน้าตา ดูน่าเกรงขามทั้งๆที่ยังเป็นลูกหมา แต่นัยน์ตามีแววฉลาดช่างเล่นแฝงอยู่ เสียอย่างเดียวราคาแพงเกินไป พิเชฐจึงยังไม่ตกลงซื้อในตอนบ่ายวันนั้น
วันรุ่งขึ้นพิเชฐนอนกัดเล็บอยู่บนที่นอนจนสาย เขานอนหลับๆ ตื่นๆตลอด คืน เฝ้านึกถึงแต่มนทิรา “บ้าพิลึก!” เขาบอกแก่ตนเองอย่างอึดอัดใจ “มันเรื่อง อะไรถึงเฝ้าเห็นหน้าของเธอจนนอนแทบไม่หลับ เราก็เคยรู้จักผู้หญิงสวยๆสาวๆมา ไม่ใช่น้อย แต่เหตุใดถึงไม่เคยมีความรู้สึกประหลาดอย่างนี้ เราเกิดรักแต่แรกพบ ขึ้นมาหรืออะไรนี่?”
เธอดีกับเขา มีไมตรีต่อเขาเป็นพิเศษหรือ? ก็เปล่าทั้งสิ้น เขารู้แต่เพียงว่าเธอ ชื่อมนทิรา นามสกุลอะไร มาทำอะไรอยู่เมืองนี้ก็ไม่รู้ แม้แต่เธออยู่ที่ไหนเขาก็ ยังไม่ทราบเลย ครั้นเขาถามเธอตรงๆ ว่าเธออยู่ที่ไหน เธอกลับมาถามเขาว่า “จะ ทราบไปทำไมคะ?"
“ผมจะติดต่อกับคุณได้อย่างไรเล่าครับ?”
“คุณติดต่อกับดิฉันไม่ได้ดอกค่ะ” เธอตอบ “ลาก่อนละนะคุณพิเชฐ ยินดี เหลือเกินค่ะที่ได้พบและรู้จักคุณในวันนี้” ว่าแล้วก็อุ้มลูกหมาออกไปจากร้านขาย สัตว์เลี้ยงร้านนั้น เดินออกไปจากชีวิตของเขา!
เขาจะไปตามหาเธอได้ที่ไหนเล่า? เมืองซูริกนี่มันเล็กอยู่หรือ แล้วเขาก็เป็น คนใหม่ รู้เมื่อไรว่าอะไรอยู่ที่ไหนในเมืองนี้ อย่าเลย เรากลับไปเตร่อยู่แถวเมื่อวานนี้ อีกดึกว่า เผื่อจะพบเธอบ้าง คิดดังนี้แล้วเขาก็ลุกพรวดพราดจากเตียง เข้าห้องน้ำ แต่งตัวโดยด่วน แล้วก็ออกจากโฮเต็ลเล็กซึ่งเป็นที่อาศัยบ่ายหน้าไปถนนบานโฮฟ
สตราฟ พิเชฐนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่รับประทานทาร์ตสตรอเบอรี่ชิ้นใหญ่และดื่มกาแฟใส่ ครีมที่ร้าน “ฮูกะแน็ง” กับเธอเมื่อตอนบ่ายวานนี้ เขายังไม่ได้รับประทานอะไรอีก เลย เขานึกถึงเธอจนลืมอาหารค่ำ และเมื่อเช้าก็ลืมสั่งอาหารเช้าขึ้นมารับประทาน ในห้องอย่างที่เคย เป็นไปได้หรือที่เขาป่าเป๋อถึงลืมหิว เขายกมือขึ้นลูบท้อง รู้สึก หิวตงิดๆ ขึ้นมาทันที จึงแวะเข้าไปในร้านขายขนมเล็กๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งอยู่ตรงกันข้าม
กับร้านใหญ่เมื่อวาน แล้วสั่งอาหารเช้า คือขนมปังชนิดต่างๆ ๒-๓ ชนิด เนย แยม และกาแฟมารับประทานอย่างเนื่องหงอย
ทันใดนั้นเอง อาการปางตายของพิเชฐก็หายไปราวปลิดทิ้ง เขารู้สึกใจเต้นแรง ขึ้นมาในทันที ใจของใครบ้างเล่าที่จะไม่เต้นแรง อยู่ดีๆ ก็มองเห็นเธอจูงลูกหมาพูเดิล สีดำของเธอเข้ามาในร้านที่เขานั่งอยู่ เธอเห็นเขาเข้าก็ยิ้มเล็กน้อยเป็นเชิงทักทายแล้ว ก็เดินตรงเข้ามาที่โต๊ะของเขา
พิเชฐลุกขึ้นเลื่อนเก้าอี้ให้เธอ เธอก็นั่งลงอย่างไม่มีพิธีรีตอง เขาถามว่า “รับประทานอะไรครับ?"
“กาแฟและทาร์ตเนยหัวแข็งค่ะ” เธอตอบ สีหน้าไม่สู้แจ่มใสนัก “ดิฉัน อยากรับประทานอาหารอะไรที่เค็มๆ อ้อ! วันนี้ดิฉันขอเลี้ยงคุณนะคะ”
เมื่อพิเชฐสั่งของที่เธอต้องการให้เธอแล้ว เขาก็ถามว่า “ลูกหมาเป็นอย่างไร บ้างครับ"
“ลูกหมาน่ะไม่เป็นไรตอกค่ะ สบายดี ฉลาด ช่างเล่น น่ารักเหลือเกิน ดิฉัน ซีคะแย่ กำลังมีเรื่องกลุ่มเหลือเกิน”
มนทิราเล่าให้พิเชฐฟังว่า การที่เธอรีบซื้อลูกหมาพูเดิลเมื่อวานนี้นั้น ก็เพราะ มีผู้อาสาจะพากลับไปให้ผู้ที่ฝากเธอซื้อที่กรุงเทพฯ ลำพังตัวเธอเองคงไม่มีปัญญาหรือ ทุนทรัพย์พอจะซื้อและเลี้ยงหมาแพงๆอย่างนี้ ผู้ที่จะพาหมาไปกรุงเทพฯให้เธอ จับรถไฟไปเจนีวาในตอนสายวันนี้ จากเจนีวาจะจับเรือบินตรงไปกรุงเทพฯ แต่เมื่อ คืนนี้เองเขาโทรศัพท์มาบอกเธอว่า เขามีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนโปรแกรมโดย กะทันหัน จากเจนีวาเขาจะจับเรือบินไปลอนดอน ๒ อาทิตย์ จึงจะบินกลับกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นไม่สามารถรับหมาไปด้วยได้
“ตายจริง!” พิเชฐร้อง “แล้วคุณจะทำอย่างไรต่อไปล่ะครับ”
“ไม่ทราบน่ะซีคะ” มนทิราตอบ ทำหน้าไม่สู้เสบย “ดิฉันไม่รู้จะทำอย่างไร
กับมัน เพราะเวลานี้กำลังพักอยู่ในโฮเต็ล ไม่สามารถนำหมาไปด้วยได้ ห้องเล็กเท่า
รูหนู เมื่อเช้าถึงได้พามันออกมา หมายจะคืนให้ร้านที่ซื้อมันมาเมื่อวาน เพราะหมด ความสามารถที่จะส่งมันไปกรุงเทพฯได้แล้ว แต่...”
“ร้านไม่รับคืน” พิเชฐพูดขึ้นมาทันที “ใช่ไหมล่ะครับ ผมรู้จักชาวสวิสดี เขาชื่อสัตย์เที่ยงตรง แต่ไม่รู้จักผ่อนผันเลย เขาไม่เอาเปรียบใคร แต่ก็ไม่ต้องการ ให้ใครมาเอาเปรียบเขา”
“โธ่! ดิฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะเอาเปรียบเขานี่คะ นี่เกิดมีเหตุสุดความสามารถ ขึ้นมาอย่างนี้จะให้ดิฉันทำอย่างไร จะพามันกลับไปโฮเต็ลก็ไม่สะดวกด้วยประการ ต่างๆ ดิฉันจนปัญญาแล้ว!"
พิเชฐเกือบจะอาสารับซื้อลูกหมาจากเธอแทนซื้อลูกบ๊อกเซอร์ที่อยากได้มา หลายปี อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบไว้จนได้เงินจำนวนหนึ่งพอสำหรับที่จะซื้อหมา บ๊อกเซอร์และค่าเดินทางของมันจนถึงกรุงเทพฯ ไม่ทันจะเอ่ยปากว่ากระไรมนทิรา ก็กล่าวต่อไป “นึกดูอีกทีก็ดีเหมือนกันที่ร้านไม่รับคืนพิม เขาแสดงความเห็นอก เห็นใจฉันเต็มที่เลยค่ะ แต่ก็ไม่ยอมรับคืน ดิฉันตั้งชื่อมันว่าพิมค่ะ เพราะมันมี ประพิมพ์ประพายคล้ายตุ๊กตาหมาไม่ผิด แต่สะกดว่า “พิม” เฉยๆ ไม่มีการันต์ดอก ค่ะ” เธอก้มลงตบหัวหมาเล็กตัวนั้นอย่างรักใคร่ “จริงไหมพิม แกเป็นหมาเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องมีการันต์ที่ชื่ออย่างมนุษย์” เงยหน้าเล่าให้พิเชฐฟังต่อไป “ดิฉันรัก มันจะแย่อยู่แล้ว มันฉลาดเหลือเกิน เมื่อแรกมันร้องงี้ดๆอย่างลูกหมาน่ะค่ะ แต่ พอดิฉันห้ามมันก็หยุดร้อง ดิฉันไปไหนมันก็วิ่งตามทุกหนทุกแห่ง มันรู้จักว่าดิฉัน เป็นนายของมันแล้ว”
“โธ่! แล้วนี่คุณจะคืนเขาลงหรือครับ” พิเชฐก้มลงตบหัวเจ้าพิมบ้าง “ก็ไม่ลงน่ะซีคะ ดิฉันถึงได้ว่า ดีที่ร้านไม่รับคืนพิม เพราะดิฉันรักมันจะแย่ อยากเลี้ยงมันเอง ไม่ยอมส่งไปให้ใครละ แต่เวลานี้ยังเลี้ยงไม่สะดวก ต้องรอให้หา แฟลต หรือบ้านได้เสียก่อน เวลานี้ต้องหาที่ที่พอจะพามันไปฝากให้เขาเลี้ยงชั่วคราว ก่อน คุณรู้จักที่ไหนไหมล่ะคะ?”
พิเชฐไม่รู้จัก จึงแนะว่า “เดี๋ยวเรากลับไปที่ร้านเก่าดีไหมครับ แล้วถามเขา ถึงเคนเนิลที่พอจะรับจ้างเลี้ยงเจ้าพิมให้คุณ”
เมื่อรับประทานเสร็จพิเชฐจึงพามนทิรากลับไปที่ร้านขายสัตว์เมื่อวาน เจ้าของ ร้านคนเดิมออกมาต้อนรับเป็นอันดี บอกแก่มนทิราเป็นภาษาอังกฤษว่า “ผมเสียใจ มากนะครับที่ไม่สามารถรับคืนเจ้าพูเดิลเล็กของท่านได้”
“ไม่เป็นไรดอกค่ะ” มนทิราตอบ
“มันไม่ได้เป็นหมาของผม” เจ้าของร้านแก้ตัวต่อไป “พอผมขายได้ก็ส่งเงิน ไปให้เจ้าของเรียบร้อยแล้ว ผมเก็บไว้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของผมน่ะ ผมยินดีคืนให้ท่าน แต่เจ้าของเขาไม่ยอมคืน ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของเขาจะให้ผมทำ ยังไง” แล้วเขาก็หันมาพูดกับพิเชฐเป็นภาษาเยอรมันว่า “ผมมีความยินดีจะแจ้งให้ ท่านทราบว่า เจ้าของนิกยอมตกลงให้ราคาตามที่ท่านจะให้” แล้วก็จูงเจ้าลูกบ๊อกเซอร์ อายุ ๖ เดือนที่พิเชฐชอบนักชอบหนามาส่งให้เขา “ผมขอบอกว่าท่านซื้อหมาได้ ดีมาก ผมแน่ใจว่าในเมืองสวิส ท่านจะหาหมาบ๊อกเซอร์ที่แข็งแรงและถูกลักษณะ มีเพ็ดดีกรีดีไปกว่านิกไม่ได้เป็นอันขาด มันเป็นลูกโทนซึ่งเจ้าของรักมาก เสียแต่ไม่ ได้ตัดหูตามแบบหมาบ๊อกเซอร์เมืองนี้ แต่เขายินดีขายให้ท่านเพราะแม่หมาของเขา อีกตัวหนึ่งออกลูกใหม่เมื่ออาทิตย์ก่อนนี้ถึง ๙ ตัว ถ้าท่านจะยอมเสียอีก ๒๕ ฟรังก์ ปลอกคออย่างดีและสายจูงจะเป็นของท่านด้วย”
ตกลงเป็นอันว่าพิเชฐก็เลยซื้อนิก แล้วก็พาจูงออกไปจากร้านพร้อมมนทิรา ซึ่งจูงพิมของเธอ พาไปจ้างเขาเลี้ยงไว้ชั่วคราว ณ ที่ร้านหมาแห่งเดียวกัน แถวตำบล คึสนัก ริมทะเลสาบซูริก ตามที่เจ้าของร้านขายสัตว์เลี้ยงที่ถนนบานโฮฟสตราฟ แนะให้
ต่อจากวันนั้นพิเชฐกับมนทิราก็พบกันทุกวัน เพราะต่างคนต่างก็นัดกันไป รับหมาของตนจากที่เลี้ยงพาไปเดินเล่น บางวันเขาก็พามันเดินเล่นตามริมทะเลสาบ บางวันก็ขึ้นไปเดินเล่นบนภูเขา จนรู้จักภูมิประเทศอันงดงามแถวนั้นดี
พิเชฐรู้ตัวว่าเขารักมนทิราอย่างไม่เคยรักใครมาก่อนในชีวิต แต่เขาต้องเก็บ ความรู้สึกที่มีต่อเธอไว้ในใจ แสดงออกมายังไม่ได้ เพราะเธอช่างไว้ตัวนี่กระไร เธอ คุยกับเขาทุกเรื่องนอกจากเรื่องส่วนตัวของเธอ จนป่านนี้พิเชฐก็ยังไม่ทราบว่าเธอเป็น ใคร อยู่ที่ไหน มาทำอะไรอยู่ในเมืองนี้ ถ้าเขาพบเธอที่เมืองเบิร์นไซร้ เขาก็คงพอ จะเดาได้ว่าเธอเป็นลูกสาวของข้าราชการในสถานทูต หรืออาจจะเป็นลูกสาวของท่าน ราชทูตเอง แต่ในเมืองซูริก! เขาพยายามตะล่อมถามหลายครั้งก็ไม่ได้เรื่องจนแล้ว จนรอด จะว่าเธอเป็นนักเรียน ฟังๆดูก็รู้สึกว่าไม่ได้เป็น หรือเธอจะเป็นนักดนตรี ก็ ดูเหมเหมือนไม่ได้เป็นอีก แต่เธอคงจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นแน่ แต่อะไรเล่า บางเวลาเธอก็ว่าเธอไม่ว่าง มาไม่ได้ ต้องตอนนั้นตอนนี้จึงจะว่าง เป็นต้น เธอทำ อะไรเล่าจึงไม่ว่าง?
พิเชฐถามตัวเองทั้งกลางวันและกลางคืน ก็ตอบไม่ถูกอยู่นั่นเอง ส่วนมนทิราเล่าก็รู้สึกต้องอัธยาศัยพิเชฐมิใช่น้อย เธอรู้สึกว่าเขาเป็นชายหนุ่ม ที่สุภาพ และเป็นคนที่น่าสนใจ แต่เธอเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างที่ กุลสตรีของเราได้รับ คือต้องรักตัวสงวนตัว ไม่ไว้ใจทางไม่วางใจคน ไม่ควรคุ้นเคย เกินไปกับผู้ชายที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีน โดยเฉพาะผู้ชายในต่างประเทศ แม้จะ เป็นคนไทยด้วยกันก็ดี ไม่ได้ทั้งนั้น และพิเชฐเล่า เป็นใคร มาแต่ไหน เธอก็ไม่ทราบ เธอทราบแต่เพียงว่าเขาเป็นนักเรียนเยอรมัน เรียนจบแล้วกำลังจะกลับกรุงเทพฯ เท่านั้นเอง เขาเป็นลูกเต้าเหล่าใคร เป็นชาวกรุงเทพฯ หรือคนหัวเมือง เธอก็ไม่ทราบ และไม่กล้าถาม เพราะถ้าเธอถามเขาได้ เขาก็ควรจะถามเธอได้ ฉะนั้นเธอจึงไม่ถาม เขา เพื่อเขาจะได้ไม่ถามเธอ
ไม่แต่เจ้าของหมาทั้งสองที่ชอบพอกัน หมาทั้งสองคือเจ้านิกตัวใหญ่ แต่อายุ เพียงหกเดือน และเจ้าพิมตัวเล็ก ขนสีดำหยิกหย็องไม่ผิดผมนิโกรก็สนิทสนม กลมเกลียวกันเป็นอันดี ดูเหมือนความสนิทสนมของมันจะชนะมนุษย์ทั้งสองด้วย ซ้ำไป
แต่ครั้นแล้ว อยู่ดีๆ ก็มีเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดบังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแทบไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว เหตุการณ์ซึ่งทำให้หน้ามือกลับกลายเป็นหลังมือไปในทันทีทันใด เป็นเหตุให้มิตรภาพซึ่งกำลังจะงอกงามของหนุ่มสาวและหมาทั้งสองถูกตัดให้ ขาดสะบั้นออกจากกันอย่างน่าเสียดาย!
วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ พิเชฐตื่นขึ้นเพราะเสียงระฆังดังวังเวงไปทั้งเมือง เขา รีบแต่งตัว รับประทานอาหารเช้า แล้วก็ออกไปจากโฮเต็ลเพื่อจับรถทรอลลี่ไปริม ทะเลสาบทางด้านโน้นของเมืองซูริก ระหว่างที่ขึ้นรถไฟฟ้าจะไปยังที่อยู่ชั่วคราวของ นิกกับพิม พิเชฐนั่งใจเต้นแรงไปตลอดทาง เมื่อวานนี้เขาไม่ได้นัดเธอว่าจะพบกัน เวลาไหน แต่เขาแน่ใจว่าเดี๋ยวคงจะได้พบเธอ เพราะเธอคงจะถูกเสียงระฆังวัน อาทิตย์ปลุกและมาเช้ากว่าวันธรรมดาเช่นเดียวกับเขาเหมือนกัน
พิเชฐไปถึงที่อยู่ของนิกและพิม ก็รอเธออย่างตื่นเต้น แต่รอแล้วรอเล่าเธอ ก็ไม่มา เขาไม่มีแก่ใจที่จะไปเดินเล่นกับนิกเท่านั้น ก็เลยพานิกกับพิมเดินไปเดินมา คอยอยู่แถวที่เธอจะมา ชั่วโมงหนึ่งก็แล้ว สองชั่วโมงก็แล้ว เธอก็ยังไม่มา เขา คอยแล้วคอยเล่าจนรู้สึกว่าเธอไม่มาแน่แล้ว จึงนำนิกกับพิมไปเก็บเข้าคอก แล้วก็ จับรถทรอลลี่กลับที่อยู่ด้วยอารมณ์ที่ไม่โปร่งเหมือนขาไป
พิเชฐลงรถแถวบัวกลี่พลัตส์ แล้วก็เอามือทั้งสองข้างซุกกระเป๋ากางเกง เดิน คอตกไปตามถนนจะกลับบ้าน ก็พอดีเหลือบไปเห็นนางในฝันของเขาเดินเคียงคู่มา กับชายร่างสูงผิวคล้ำผู้หนึ่ง คงจะเป็นคนไทยเหมือนกัน ทั้งคู่ช่วยกันเข็นรถเด็ก สีนวลคันหนึ่ง ท่าทางใกล้ชิดสนิทสนม พิเชฐรู้สึกใจหวิวเหมือนจะเป็นลมขึ้นมาใน ทันทีทันใด ไม่อยากให้เธอเห็นเขาจึงหลบวูบเข้าไปในร้านขายดอกไม้แถวนั้น แล้ว ก็แอบหลังดอกไม้ยืนมองเธอผ่านไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายยาก คำถามต่างๆ เกี่ยวแก่เธอที่พิเชฐถามตนเองบ่อยๆ นั้น เขารู้คำตอบทั้งหมด
ทันทีในชั่วเวลาพริบตาเดียวที่เขาแอบเห็นเธอในวันนี้ เขานึกไม่ถึงจริงๆว่าเธอ
แต่งงานจนมีบุตรแล้ว รูปร่างหน้าตาท่าทางของเธอช่างอ่อนไม่ผิดเด็กสาวๆ “ไก่แก่
แม่ปลาช่อนน่ะซิ!” เขาค่อนว่าเธอในใจอย่างเหลืออด ผลุนผลันออกจากร้านดอกไม้
ทำความประหลาดใจแห้แก่คนขายยิ่งนัก เขามองตามพิเชฐไปจนลับตัวแล้วในที่สุด ก็ยักไหล่อย่างไม่เข้าใจ คิดเลยไปว่าพิเชฐอาจจะเป็นคนหนึ่งใน ๕๐๐ จำพวกละ กระมัง
“มินำเล่าถึงได้ทำตัวลึกลับนัก สวมแหวนเพชรเม็ดเดียวที่นิ้วนางมือขวา ซึ่งตามธรรมดาคงสวมที่มือซ้าย” พิเชฐกัดฟันแน่น บอกตัวเองต่อไป พลางเดิน เหมือนวิ่งจะกลับที่พัก “ถามว่าเป็นใคร อยู่ไหนก็ไม่ยอมบอก มาทำอะไรอยู่ใน เมืองนี้ก็ไม่ยอมบอก ยิ้มเฉยคล้ายไม่ได้ยินอยู่ได้ ฮี! ก็จะบอกยังไงว่าตัวมีลูกมีผัว แล้ว ปล่อยให้ผู้ชายโง่ๆ หลงรักสนุกกว่าเป็นกอง ได้สนุกโดยที่ผัวก็ไม่รู้ ผู้หญิง อะไรใจเป็นอย่างนี้ ต้มผู้ชายทุกคนที่เข้าใกล้จนสุกหมด!”
วันนั้นทั้งวัน พิเชฐนอนจมอยู่ในที่นอนทั้งเสื้อผ้า ไม่ลุกไปรับประทานอาหาร กลางคืนก็นอนไม่หลับ เดี๋ยวเศร้า เดี๋ยวเสียดาย ทั้งรักทั้งแค้น ฮึดฮัดๆ อยู่จนเข้า ก็ลุกขึ้นแต่งตัวใหม่ไปที่สำนักงานเรือบินเพื่อจองตั๋วเรือบินกลับกรุงเทพฯ โดยเร็วที่ สุด บังเอิญมีที่ว่างในเรือบินสวิสแอร์ที่จะบินไปโตเกียวในวันรุ่งขึ้น พิเชฐก็เลยจอง ที่นั้น พร้อมทั้งจัดการเรื่องที่จะพานิกกลับไปกรุงเทพฯ ด้วย
เมื่อมนทิราไปหาพิมวันต่อมา เธอก็ไม่ได้พบทั้งนิกทั้งเจ้าของ ถามก็ได้ความ ว่าเจ้าของมาพาตัวไปแล้ว เพื่อไปบางกอก เธอรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก รู้สึกผิดหวัง ปนเสียใจ ในที่สุดก็น้อยใจพิเชฐ ที่อยู่ๆก็ไปเสียโดยไม่บอกไม่กล่าว ถึงแม้เขาจะ มีธุระด่วนจะต้องไปโดยกะทันหันจนไม่มีเวลาบอกเธอ อย่างน้อยถ้ามีน้ำใจสักนิด เวลามารับหมาของเขาไปก็น่าจะเขียนหนังสือไว้สักสองสามตัว ถ้าไม่รู้จะติดต่อกับ เธอที่ไหนก็น่าจะรู้ว่าเธอคงจะต้องมาที่นี่บ่อยๆ
พิมรู้สึกว่า วันนี้นายสาวของมันไม่สู้จะร่าเริงอย่างเคย ตัวมันเองก็ออกจะ เศร้าๆ เพราะนิกเพื่อนรักไม่ได้มาเดินเล่นด้วย
อีกเกือบสองปีต่อมา มนทิราก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งส่งไปที่สถานทูตไทย ณ กรุงเบิร์น ทางสถานทูตส่งต่อมาถึงเธอที่ชูริกตามตำบลที่เธอแจ้งไว้ที่สถานทูต
เป็นจดหมายมาจากเมืองไทย ลายมือที่หน้าซองเธอไม่รู้จัก เขียนว่า “Khun Mondira” เฉยๆ ไม่มีนามสกุล นึกสนุกจึงเขียนตอบไปว่า เป็นจดหมายที่ขมขื่นประชดประชันอย่างไรพิกล เธอนึกสนุกจึงเขียนตอบไปว่า
เมืองซูริก
หน้าหนาว
เรียนคุณพิเชฐทราบ
ดิฉันแปลกใจและยินดีจนบอกไม่ถูกที่ได้รับจดหมายจากคุณ อย่างน้อยก็ แสดงว่าคุณยังไม่ได้ลืมพิม ถึงแม้ทั้งคุณและดิฉันต่างก็ไม่มีเรื่องอะไรในโลกที่จะพูด กันอีกแล้วตามที่คุณว่า แต่นิกกับพิมคงจะต้องมีเรื่องสนุกๆ เล่าสู่กันฟังเป็นแน่ ถ้า หมาของเราทั้งสองมีจดหมายถึงกัน เราคงจะได้รู้เรื่องแปลกๆไม่ซ้ำกับของใคร เราช่วยเป็นสายสัมพันธ์ให้หมาของเราจะดีไหมคะ
เพราะฉะนั้น ถ้ามีจดหมายมาจากบ้านภูเขียวอีก ดิฉันหวังว่าจะเป็นจดหมาย จากเจ้าหมาบ๊อกเซอร์นิก ถึงเจ้าตัวดำขนหยิกหย็องพิมของดิฉัน
ขอแสดงความนับถือ
มนทิรา
ป.ล. ตำบลที่อยู่ของพิม ดิฉันเขียนไว้ให้ที่ซองแล้ว คุณจะได้ไม่ต้องส่งไปทางสถานทูต ที่กรุงเบิร์นอีก เขาอาจจะตกใจ อยู่ๆก็มีจดหมายถึง “Herr" Pim” ไม่มีนามสกุล
จากหนังสือ นิกกับพิม โดย ว. ณ ประมวญมารค