VPN Magazine นิตยสารรายเดือน และ E-magazine สำหรับสัตวแพทย์
สมัครสมาชิกที่ www.readvpn.com
Line :

VPN (Veterinary Practitioners NEWS)
นิตยสารรายเดือนสำหรับสัตวแพทย์

ออกทุกวันที่ 15 ของเดือน

สามารถติดต่อสั่งซื้อ/สมัครสมาชิกใหม่/ต่ออายุสมาชิก
ได้ผ่านทาง LINE@
แค่คลิ๊ก https://line.me/R/ti/p/%40vpnmagazine
หรือ Line ID : (มี@ด้วย)

Noncardiogenic Pulmonary Edema หรือ NCPE คือ ความผิดปกติของการสะสมของของเหลวใน lung interstitium หรือ alveoli โดยไม่ได้ม...
22/05/2026

Noncardiogenic Pulmonary Edema หรือ NCPE คือ ความผิดปกติของการสะสมของของเหลวใน lung interstitium หรือ alveoli โดยไม่ได้มีสาเหตุจาก cardiogenic หรือ fluid overload ซึ่งเป็นความผิดปกติของ vascular permeability หรือ hydrostatic pressure หรือเกิดร่วมกันในระบบหลอดเลือดปอด สาเหตุที่เป็นไปได้ เช่น 1. acute respiratory distress syndrome (ARDS) 2. airway obstruction (postobstructive pulmonary edema) 3. neurogenic pulmonary edema 4. electrocution 5. ภาวะปอดบวมน้ำภายหลังการขยายตัวกลับของปอดที่เคยแฟบ และภาวะปอดบวมน้ำภายหลังการจมน้ำ
1. Acute Respiratory Distress Syndrome; ARDS
เป็นโรคอักเสบของปอด มีลักษณะเด่นคือการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้นหรือการบาดเจ็บอาจมีต้นกำเนิดจากโรคของปอดหรือโรคนอกปอด(1) มีอัตราการป่วยและเสียชีวิตสูงทั้งในคนและสัตว์ มีรายงานที่พบได้ใน ICU 3.2% ในสุนัข และ 1.3% ในแมว โดยปอดอักเสบจากการสำลักเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในสุนัข ส่วนภาวะ sepsis และ SIRS มักเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในแมว ส่วนในการศึกษาแบบ retrospective ในสุนัขจำนวน 19 ตัว ผลการตรวจทางจุลพยาธิวิทยาหลังการตายพบว่ามีลักษณะสอดคล้องกับรอยโรคที่พบในมนุษย์ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ARDS ปัจจัยโน้มนำประกอบด้วยปอดอักเสบจากเชื้อจุลชีพ จากการสำลัก ภาวะ sepsis และภาวะช็อก เป็นต้น ทั้งในสุนัขและแมว และมักพบสาเหตุมากกว่า 1 ชนิด
โรคและภาวะที่สัมพันธ์กับการเกิด ARDS ซึ่งมีรายงานในสุนัขและแมว ได้แก่ pneumonia, (nonpulmonary) sepsis หรือ SIRS, (major) trauma/including surgical, pancreatitis, mechanical ventilation, pulmonary neoplasia, AKI ส่วน aspiration of gastric contents, pulmonary contusion, inhalation injury/smoke inhalation หรือ inhalant toxin, noncardiogenic shock, drugs, transfusions, จมน้ำ, lung lobe torsion, ถูกรัดคอ, hyperoxia, ติดเชื้อ Babesiosis, gastric และ splenic torsion, ได้รับพิษจากผึ้ง Apis spp. และ parvoviral enteritis มักพบในสุนัข ขณะที่ systemic toxoplasmosis พบในแมว
การวินิจฉัยภาวะ ARDS อาศัยจากนิยามของ veterinary acute lung injury (VetALI) และ veterinary acute respiratory distress syndrome (VetARDS) ปี 2007(2) ประกอบด้วย
1. Timing of onset มักเกิดภายใน 72 ชั่วโมง
2. ประเมิน risk factors ได้แก่ ภาวะ inflammation, infection, sepsis, SIRS, ภาวะ trauma รุนแรง (การหักของ long bone, head injury, pulmonary contusion), การถ่ายเลือดหลายครั้ง, การสูดควัน, จมน้ำ, สำลักอาหาร และการได้รับยาและสารพิษ แนะนำให้ทำ echocardiography เพื่อวินิจฉัยยืนยันว่าภาวะ pulmonary capillary leak โดยไม่มีการเพิ่มขึ้นของ pulmonary capillary pressure นั้นไม่ได้มาจาก left-sided heart failure
3. Chest imaging พบลักษณะ infiltrates แบบ interstitial หรือ patchy alveolar infiltrates แบบกระจายทั่วหรือมากกว่า 1 quadrant หรือ 1 lobe หรือมี bilateral-dependent density gradient (ground-glass opacities) จากผล CT ส่วนการอัลตราซาวนด์ช่องอกยังไม่พบลักษณะที่จำเพาะของ NCPE ทั้งในสุนัขและแมว
4. ประเมิน edema fluid to plasma protein ratio ใน human medicine ใช้แยกภาวะระหว่าง high-permeability edema กับ hydrostatic edema(3) กำหนดค่าถ้ามากกว่าหรือเท่ากับ 0.65 แสดงว่าเป็น high-permeability edema (ความไวและความจำเพาะ 81%) ค่ายิ่งสูงแสดงถึงอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น แต่ยังไม่มีการศึกษาถึงค่า cut off ในสุนัขและแมวชัดเจน แต่มีรายงานค่าเท่ากับ 0.77 ในแมวหนึ่งตัว(4) และ 0.76 ในสุนัขหนึ่งตัวที่สงสัยว่าเป็น ARDS (5)
5. ประเมิณ oxygenation โดยวินิจฉัยภาวะ hypoxia จาก
1. การวัดค่า P/F ratio (PaO₂ / FiO₂ โดย PaO₂ = ค่าความดันย่อยออกซิเจนในเลือดแดงจาก arterial blood gas (ABG) / FiO₂ = สัดส่วนออกซิเจนที่ผู้ป่วยหายใจเข้า (ใส่เป็นเลขทศนิยม)) ตัวอย่างถ้า ABG ได้ PaO₂ = 80 mmHg ผู้ป่วยกำลังได้ออกซิเจน FiO₂ 40% = 0.40
ดังนั้น P/F ratio = 80 / 0.40 = 200 (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 300 สำหรับ VetALI และน้อยกว่าหรือเท่ากับ 200 สำหรับ VetARDS บ่งบอกถึงภาวะ ARDS) ร่วมกับ 2. มีภาวะ alveolar-arterial oxygen gradient เพิ่มขึ้น 3. มีภาวะ venous admixture (noncardiac shunt) หรือ dead-space ventilation เพิ่มขึ้น กรณีที่เจาะ ABG ไม่ได้ แนะนำให้ใช้ค่า S/F ratio แทน (SpO₂ / FiO₂ โดย SpO₂ = ค่า oxygen saturation จาก pulse oximeter เป็นตัวเลขร้อยละ เช่น 95 / FiO₂ = สัดส่วนออกซิเจนที่หายใจเข้า เขียนเป็นทศนิยม เช่น 40% = 0.40) ตัวอย่าง ถ้า SpO₂ = 95% FiO₂ = 0.40ดังนั้น S/F ratio = 95 / 0.40 = 237.5 ยังไม่มีค่า cut off ที่แน่นอนในสุนัขและแมว แต่มีค่าประมาณ 450-475 ใน room air
6. วินิจฉัยหาหลักฐานการเกิดภาวะ diffuse pulmonary inflammation พบ neutrophilia หรือ biomarker ของ inflammation จากการทำ transtracheal wash หรือ bronchoalveolar lavage (BAL) หรือพบความผิดปกติจาก molecular imaging เช่นวิธี positron emission tomography (PET)
สำหรับการพยากรณ์โรค ARDS มีรายงานศึกษาย้อนหลัง 2 ฉบับ ระบุอัตราการเสียชีวิตในสุนัขเท่ากับ 84% และ 92% และในแมวเท่ากับ 80% และ 100% โดยอัตราการเสียชีวิตรวมของทั้ง 2 ชนิดสัตว์ เท่ากับ 86% และ 89.7% ตามลำดับ(6, 7) มีรายงานการศึกษาถึงระยะเวลามัธยฐานการใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับสุนัขและแมวที่เป็น ARDS คือ 44 ชั่วโมง โดยมีช่วง 3–936 ชั่วโมง(7)
2. Transfusion-Related Acute Lung Injury (TRALI)
ภาวะ TRALI ในมนุษย์ถือว่าพบได้บ่อย แต่ในทางสัตวแพทย์ยังไม่มีข้อมูลการวินิจฉัยอย่างชัดเจน ตัวอย่างการศึกษาแบบ prospective study 1 พบสุนัข 2 จาก 54 ตัวที่ได้รับผลิตภัณฑ์เลือด fresh frozen plasma และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ALI โดยอาศัยค่า P/F ratio

ในระบบนิเวศเขตร้อนของประเทศไทย ระบาดวิทยาของเชื้อปรสิตในสุนัขจัดเป็นหนึ่งในสาขาที่มีโอกาสที่องค์ความรู้ยังคงมีความเปลี่ย...
21/05/2026

ในระบบนิเวศเขตร้อนของประเทศไทย ระบาดวิทยาของเชื้อปรสิตในสุนัขจัดเป็นหนึ่งในสาขาที่มีโอกาสที่องค์ความรู้ยังคงมีความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความแปรปรวนทางภูมิอากาศ การขนส่ง เดินทาง การท่องเที่ยว การขยายของเมืองทำให้ลดพื้นที่อาศัยของสัตว์ป่า จึงเพิ่มโอกาสการกระจายของเชื้อปรสิตมาสู่สัตว์เลี้ยงมากขึ้น กลุ่มปรสิต 33 ชนิด ไม่ได้เป็นเพียงรายการของเชื้อก่อโรคเท่านั้น แต่เป็นเสมือนแผนที่นำทางสู่ภาวะวิกฤตทางคลินิกที่อาจเกิดขึ้น เช่น การอุบัติใหม่ของพยาธิหนอนหัวใจหลายสายพันธุ์ และพยาธิปากขอที่ติดต่อสู่คน (zoonotic hookworm) โดยเฉพาะสปีชีส์ที่พบได้บ่อยในประเทศไทย เป็นต้น
บทบาทของสัตวแพทย์ในการรู้เท่าทันอุบัติการณ์ของเชื้อในละแวกที่ปฏิบัติงานอยู่ รวมทั้งให้คำแนะนำเจ้าของได้รู้ถึงความสำคัญในการป้องกันเชื้อปรสิตทั้งภายในและภายนอกแบบครอบคลุม (broad-spectrum) ที่จะลดการติดเชื้อต่างๆ ที่มากับพาหะ (vector-borne pathogen) จึงมีความสำคัญยิ่ง
ความหลากหลายของปรสิตภายนอกและเชื้อที่นำโดยเห็บและหมัดในประเทศไทย
ปรสิตภายนอกที่สามารถเบียดเบียนสุนัขมีมากถึง 20 ชนิด ได้แก่ เห็บ หมัด ไร และยุง
เห็บ: ประชากรเห็บสำหรับสุนัขในประเทศไทยชนิดหลัก คือ เห็บสุนัข brown dog tick (Rhipicephalus sanguineus) ซึ่งนอกจากจะทำให้สุนัขคัน เสียเลือดหากมีเห็บจำนวนมาก และอาจมีปฏิกิริยาการแพ้ที่ผิวหนัง แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ เห็บเป็นพาหะนำเชื้อ Ehrlichia canis, Babesia vogeli, Hepatozoon canis และ Anaplasma platys ได้ด้วย โรคติดเชื้อที่มากับเห็บในสุนัขและก่อโรคสัตว์สู่คนได้ เช่น Lyme disease ซึ่งแม้โดยทั่วไปจะนำโดยเห็บ Ixodes scapularis ที่เป็นพาหะนำโรคหลักและยังไม่มีรายงานในประเทศไทย แต่ก็เคยมีการตรวจพบแอนติบอดี้ (จากชุดทดสอบคัดกรอง) ในสุนัขในประเทศไทย
นอกจากนี้ โรคติดเชื้อไวรัสสู่คนที่สำคัญอีกโรคหนึ่งคือ Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome (SFTS) ซึ่งเคยเป็นโรคประจำถิ่นที่นำโดยเห็บในประเทศทางเอเชียตะวันออกและมีข่าวทำให้คนเสียชีวิต ปัจจุบันเริ่มมีข้อมูลการตรวจพบเชื้อในประเทศไทยทั้งในผู้ป่วย และพบหลักฐานทางพันธุกรรมของเชื้อนี้ในสุนัขและเห็บทั้งจากสุนัขที่อยู่ใกล้ผู้ป่วยและเห็บในสิ่งแวดล้อมบริเวณใกล้เคียงด้วย การป้องกันและควบคุมเห็บได้หลากหลายชนิดแบบเหมารวม (broad-spectrum control) แม้เป็นเห็บชนิดที่อาจยังไม่มีรายงาน ได้แก่ Ixodes, Amblyomma, Dermacentor และ Haemaphysalis จะเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ เพื่อลดปัญหาการติดเชื้ออุบัติใหม่ที่อาจยังไม่ถูกค้นพบในประเทศ รวมทั้งเชื้อบางชนิดอาจปรับตัวในการถ่ายทอดเชื้อผ่านทางเห็บชนิดที่ต่างไปจากเดิมได้
หมัด: หมัดทำให้สุนัขเสียเลือดหากติดเชื้อจำนวนมาก และสุนัขจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาแพ้น้ำลายหมัดแม้ติดหมัดมาเพียงตัวเดียวซึ่งเจ้าของอาจไม่ตระหนักถึงภัยจากหมัด นอกจากนี้ มีโรคติดเชื้อที่สำคัญหลายชนิดที่มากับหมัด เช่น flea-borne spotted fever, bartonellosis, hemoplasmosis และพยาธิตืดหมัด
ความท้าทายเรื่องพยาธิหนอนหัวใจ: ความซับซ้อนของสายพันธุ์ที่หลากหลาย
โรคพยาธิหนอนหัวใจ (Dirofilaria immitis) ยังคงเป็นภัยคุกคามในประเทศไทย ถึงแม้หากเทียบกับความชุกในอดีตว่าปัจจุบันดูจะลดลง แต่ตราบใดที่ยังมีสุนัขจร หรือสุนัขที่เลี้ยงปล่อยและไม่ได้รับการป้องกันโรค และมียุงที่เป็นพาหะอยู่ สุนัขก็ยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้เสมอ เพราะยุงสามารถบินได้และมีแหล่งเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำต่างๆ แม้แต่ในเมือง การศึกษาทางชีวโมเลกุลและการวินิจฉัยโรคที่ทันสมัย ได้ระบุถึงสายพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น ZoeLA, ZoeMO และ JYD-34 สายพันธุ์เหล่านี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกใช้ยาในกลุ่ม macrocyclic lactones ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพครอบคลุมสายพันธุ์ต่าง ๆ ในแต่ละภูมิภาค เช่น moxidectin สำหรับสัตวแพทย์ไทยการป้องกันต้องทำตลอดทั้งปี เนื่องจากยุงเป็นพาหะของเชื้อมีการแพร่พันธุ์ตลอดทุกฤดูกาล
ปรสิตภายในทางเดินอาหารที่อยู่กับสุนัขในประเทศไทยมายาวนาน
พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน และพยาธิตืดหมัด เป็นพยาธิที่สำคัญที่ยังคงพบได้บ่อยในสุนัขในประเทศไทย การติดต่อของพยาธิตัวกลม 2 ชนิดนี้มาจากการที่สุนัขไปกินตัวอ่อนของพยาธิปากขอ หรือถูกตัวอ่อนไชผ่านผิวหนัง หรือกินไข่ที่มีตัวอ่อนของพยาธิไส้เดือนที่ปนเปื้อนอยู่ในดิน การกินสัตว์ที่เป็นโฮสต์ขนส่ง (paratenic host) ที่มีตัวอ่อนของพยาธิเข้าไป ในกรณีนี้รวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากการที่เจ้าของให้เนื้อดิบ (BARF: Biologically Appropriate Raw Food) ที่อาจมีตัวอ่อนของพยาธิไส้เดือนอยู่ได้เช่นกัน
โดยทั่วไป สัตวแพทย์มักทราบความก่อโรคเหล่านี้เป็นอย่างดี เช่น ในแง่มุมที่พยาธิมาแย่งอาหาร ทำให้ลูกสุนัขแคระแกร็น และหากติดพยาธิปากขอจำนวนมาก จะทำให้ลูกสุนัขเกิดโลหิตจาง อ่อนแอ รวมทั้งมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจในลูกสุนัขที่ติดเชื้อในช่วงแรก เนื่องจากตัวอ่อนของพยาธิชอนไชผ่านปอดก่อนจะเจริญเป็นพยาธิตัวเต็มวัยในลำไส้เล็ก แต่ในมุมของสาธารณสุข พยาธิเหล่านี้ก่อโรคสัตว์สู่คนที่เป็นอันตรายได้ พยาธิปากขอชนิด A. ceylanicum ที่พบได้บ่อยในประเทศไทย สามารถเจริญเป็นตัวเต็มวัยในคนได้ และทำให้คนปวดท้อง ลำไส้อักเสบ
ส่วนพยาธิไส้เดือนก็ทำให้เกิดความผิดปกติตามอวัยวะต่างๆ ที่ตัวอ่อนของพยาธิไปเจริญในคน เช่น อาการของระบบประสาทและตา (visceral and ocular migrans) เป็นต้น สำหรับพยาธิตืดหมัด หากคนกินตัวอ่อนของพยาธิที่อยู่ในหมัดหรือเหาสุนัขเข้าไป ก็สามารถติดเชื้อและมีปล้องพยาธิคลานออกมาจากทวารหนักได้แบบเดียวกับสุนัขเช่นกัน ดังนั้น การควบคุมและป้องกันพยาธิเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เจ้าของควรให้ความสำคัญเพื่อสุขภาพที่ดีของคนในครอบครัวและลดการแพร่เชื้อไปสู่สุนัขตัวอื่นและคนรอบข้าง
ภัยเงียบที่มองข้าม: พยาธินัยน์ตาและพยาธิในปอด
พยาธินัยน์ตา (Thelazia callipaeda) และพยาธิปอดหรือ French Heartworm (Angiostrongylus vasorum) เป็นพยาธิตัวกลมที่เป็นภัยคุกคามอุบัติใหม่ที่มักถูกมองข้ามในโปรแกรมการป้องกันโดยทั่วไป
พยาธินัยน์ตา: พบการรายงานในสุนัขในภูมิภาคต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสุนัขติดได้จากการมีแมลงขนาดเล็กคล้ายแมลงหวี่ที่มีตัวอ่อนของพยาธิมาตอมที่ตา ที่สำคัญพยาธินัยน์ตาสามารถติดต่อสู่คนได้และมีรายงานพบคนติดเชื้อในประเทศไทย ปัจจุบัน moxidectin เป็นยาที่สามารถออกฤทธิ์จัดการกับพยาธิเหล่านี้ได้
พยาธิในปอด: แม้ว่าพยาธิปอด A. vasorum ยังไม่มีรายงานชัดเจนในประเทศไทย แต่ก็มีพยาธิอีกชนิดที่ใกล้เคียงกัน คือ Angiostrongylus cantonensis (rat lungworm) ซึ่งพบได้ในประเทศไทยซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคสัตว์สู่คนโดยสุนัขก็ติดได้เช่นกัน (accidental host) ดังนั้น จึงควรต้องเฝ้าระวังและวินิจฉัยแยกแยะเพราะพยาธิตัวเต็มวัยอาศัยในตำแหน่งเดียวกับพยาธิหนอนหัวใจ (Dirofilaria immitis) เช่นกัน แต่ต่างกันที่สุนัขติดเชื้อจากการกินทากหรือหอยทากที่มีตัวอ่อนของพยาธิอยู่
การจัดการปัญหา
ผลิตภัณฑ์ป้องกันปรสิตแบบครอบคลุมที่มีส่วนผสมของ sarolaner, moxidectin, pyrantel เป็นประจำทุกเดือน ช่วยให้สัตวแพทย์สามารถลดช่องโหว่ในการป้องกันโรคที่พบได้บ่อยและที่อาจอุบัติขึ้นได้เสมอ แผนการป้องกันที่ครอบคลุมปรสิตได้ถึง 33 ชนิด ช่วยยกระดับผลการรักษาและเพิ่มความร่วมมือของเจ้าของที่เอาใจใส่สัตว์เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ความเจ็บป่วยที่สุนัขต้องแบกรับร่วมกับเวลาและค่าใช้จ่ายของเจ้าของ อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับการป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไข ซึ่งประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนชื้น ยากที่สุนัขจะเลี่ยงการเผชิญจากยุง เห็บ หมัด ไร และปรสิตภายในได้ ซึ่งต้องควบคู่ไปกับการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ของพาหะ
โดยสรุป การรับมือกับปรสิตในสุนัขทั้ง 33 ชนิด ต้องอาศัยการเปลี่ยนจากการรักษาแบบตามอาการ ไปสู่การป้องกันเชิงรุกที่ออกฤทธิ์ได้ครอบคลุมปรสิตที่จัดการกับหมัด เห็บ ไร และภัยคุกคามที่ซ่อนเร้นแฝงมากับพาหะเหล่านี้ รวมทั้งพยาธิปากขอและพยาธิไส้เดือนที่สามารถติดสู่คนได้
อ่านบทความบนเว็บไซต์ได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2588
บทความโดย : ผศ.สพ.ญ.ดร. วรพร สุขุมาวาสี - หน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา หน่วยปฏิบัติการวิจัยโรคติดเชื้อและสุขภาพในแมวเพื่อความเป็นเลิศ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคติดเชื้อในสัตว์ที่มีพาหะนำโรค คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

20/05/2026

👨‍⚕️💬 คุณหมอขอถาม: ตอนที่ 8 การจัดการความเครียดซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แมวเป็น FIC ซ้ำ ๆ สามารถทำอย่างไรได้บ้าง? 🐶🐱

มาทบทวนและแลกเปลี่ยนมุมมองไปพร้อมกัน 👀

🎥 หากคุณหมอรับชมผ่านทาง Line Official : Hill’s School
👉 คลิก >>https://liff.line.me/1655777360-KN9rklAl
ในหัวข้อ “กิจกรรม” รับไปเลย ง่าย ๆ 10 คะแนน
เพียงดูจนจบ รับไปเลย ง่าย ๆ 10 คะแนน เพียงดูจนจบ 🤩

🎁 ของรางวัลรอคุณหมออยู่น้า

#คุณหมอขอถาม #ฮิลส์ขอตอบ

เมื่อสองใจรวมเป็นหนึ่งเพื่อพิชิตเป้าหมาย พวกเราทุกคนล้วนอยากพาอาชาคู่ใจกลับบ้านอย่างปลอดภัยพร้อมกับชัยชนะ แต่ทว่าเหตุการ...
20/05/2026

เมื่อสองใจรวมเป็นหนึ่งเพื่อพิชิตเป้าหมาย พวกเราทุกคนล้วนอยากพาอาชาคู่ใจกลับบ้านอย่างปลอดภัยพร้อมกับชัยชนะ แต่ทว่าเหตุการณ์อาจจะไม่ได้เป็นดังเช่นที่คาดการณ์ไว้ อุบัติเหตุสามารถเกิดได้ทุกเวลา ด้วยการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ความแข็งแรงของกระดูก ลักษณะพื้นสนามแข่ง บางครั้งจำเป็นต้องเหยียบตามรอยเท้าม้าตัวข้างหน้า โดยเฉพาะโค้งสุดท้ายที่ม้าจะเบียดเสียดกันเข้ามาอยู่ในรัศมีวงในสุด หรือบางครั้งอาจจะเกิดอุบัติเหตุจากการปล่อยตัวได้เช่นกัน
อุบัติเหตุที่มักพบเจอในสนามม้าแข่ง (racing horse) จากการวิ่งด้วยความเร็วสูง ได้แก่ ภาวะกระดูกหัก (closed & opened fractures) ภาวะเส้นเอ็นฉีกขาด (tendon/ligament rupture) หรือจากภาวะ sudden collapsed จากภาวะหัวใจวาย หรือภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันจากการมีเลือดออกภายในปอดจากการออกกำลังกาย (exercise induced pulmonary hemorrhage) เป็นอุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ซึ่งการเกิดอุบัติเหตุเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งความเสียหายที่รุนแรงและสามารถพรากชีวิตม้าไปได้ โดยคำว่า “catastrophic” หมายความถึง การเกิดความเสียหายอย่างมากต่อโครงสร้างของร่างกาย ซึ่งสามารถพบได้บ่อยในม้ากีฬาที่ต้องขับเคลื่อนภายใต้ความเร็วสูง เช่น ม้าแข่ง (racing horse) ม้าที่กำลังเข้าแข่ง cross country ในกีฬาขี่ม้าประเภท eventing สำหรับบทความในวันนี้ หมอขอหยิบเรื่องราวเกี่ยวกับกระดูกของม้ามาเรียบเรียงให้อ่านกันค่ะ
กีฬาม้าแข่งความเร็ว (racing horse) มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูง ในช่วงก่อนแข่งขัน สัตวแพทย์ประจำสนามจะทำการตรวจประเมินเพื่อตรวจสอบว่าม้าพร้อมที่จะลงสนามแข่งหรือไม่ ระหว่างการแข่งจะมีรถพยาบาลทั้งคนและม้าขับตามม้าที่ปล่อยตัวออกไปตั้งแต่จุดปล่อยตัวจนถึงเส้นชัย ซึ่งบนรถพยาบาลม้าจะมีสัตวแพทย์ ทีมงาน ฉากกั้น รวมถึงกล่องยาฉุกเฉิน และอุปกรณ์เคลื่อนม้าขึ้นรถ หากเกิดอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขัน รถพยาบาลม้าและสัตวแพทย์จะสามารถเข้าถึงม้าได้ทันที และกางฉากกั้นเพื่อบังสายตาผู้ชม แล้วจึงรีบเคลื่อนย้ายม้าออกจากสนามให้เร็วที่สุดเพื่อให้การแข่งขันสามารถดำเนินต่อไปได้
ด้วยการขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงทำให้เกิดการสะสมของรอยร้าวเล็ก ๆ ภายในกระดูก ทำให้กระดูกต้องทนอยู่ในสภาวะที่มีความ stress สูง ส่งผลให้กระดูกหักตามมาได้ อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือความหนาแน่นของกระดูก (bone density) หากม้าที่มีอายุน้อยมีการฝึกฝนที่ไม่เพียงพอ ความหนาแน่นของกระดูกก็ย่อมน้อยกว่าม้าที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้ว ระยะเวลาในการฝึกฝนมีผลต่อความหนาแน่นของกระดูก long bone ในม้า โดยเฉพาะกระดูก cannon bone (third metacarpal) ตาม mechanical load ที่กระดูกได้รับ นอกจากปัจจัยจากกระดูกแล้ว ลักษณะพื้นสนามแข่งก็มีผลต่อการโน้มนำให้เกิดอุบัติเหตุได้ พื้นที่เป็นหลุมตามรอยเท้าของม้าตัวหน้า ทำให้เกิดการลงน้ำหนักที่ไม่เท่ากันของขาทั้งสองข้าง ส่งผลให้มีแรงกระทำอย่างมหาศาลต่อกระดูก และเกิดการหักของกระดูกได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ม้าวิ่งเร็วสุด (galloping) แรงจากน้ำหนักของม้าที่กระทำต่อกระดูกขามีมากถึงสามเท่าของน้ำหนักปกติของม้า
การให้ความสำคัญต่อกระบวนการฝึกซ้อม (training) และโปรแกรมการออกกำลังกายของม้าในช่วงวัยแรกรุ่น แร่ธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับช่วงฝึกซ้อม ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม สังกะสี วิตามินเอ และวิตามินดี มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเจริญเติบโตของกระดูก อีกทั้งในส่วนของวิตามินอีและซีลีเนียมช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอหรือเส้นเอ็นที่มีการบาดเจ็บได้ รวมถึงมีส่วนช่วยซ่อมแซมการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้อีกด้วย องค์ประกอบโดยรวมทั้งร่างกายม้าก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ การฝึกให้ม้าออกกำลังกายแบบ endurance training ทำให้กระดูก cortical bone หนาขึ้นและมีความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มขึ้นอีกด้วย การฝึกให้ม้าออกกำลังกายแบบ high-intensity (high-speed training) เช่น การวิ่งแบบ splinting หรือ galloping จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้มากกว่าการทำ low-intensity exercise เช่น การวิ่ง trot
โปรแกรมในการออกกำลังกายมีอีกข้อควรระวังคือ หากม้ามีอายุน้อย ในช่วงสองเดือนแรกของการฝึกฝนจะทำให้กระดูกมีความหนาแน่นลดลง อาจจะกลวงมากขึ้น ทำให้กระดูกมีลักษณะเปราะ แตกหักได้ง่าย เจ้าของสามารถปรับรูปแบบการออกกำลังกายของม้าตาม discipline อายุ และ condition ต่าง ๆ ตามสภาพร่างกายทั้งคนและสัตว์ กระบวนการเปลี่ยนแปลงของกระดูกสามารถเริ่มสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ประมาณ 3 เดือนเป็นต้นไปภายหลังการเริ่มฝึกซ้อม
จากงานวิจัยของ Rajão และคณะ พบว่าหากม้าเข้าสู่การฝึกฝนในรูปแบบของการขี่ม้ามาราธอน (endurance training) ค้นพบว่าในม้าสายพันธุ์อาราเบียนที่เข้าร่วมงานวิจัย ทำการออกกำลังกายทั้งหมด 5 วัน โดยออกกำลังกายด้วยการเดินวันละ 1 ชั่วโมงครึ่ง เป็นระยะเวลา 3 วัน และ วิ่ง gallop ในระยะทาง 15-30 กิโลเมตร ในระยะเวลาที่เหลือ ผลจากภาพเอกซเรย์แสดงให้เห็นว่ากระดูก metacarpal bone มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นและขอบ cortex หนาตัวขึ้นมากกว่าม้าในกลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
นอกจากนี้สามารถทำการตรวจม้าก่อนจะเข้าสู่การแข่งขันได้ หากการเอกซเรย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถมองเห็นรอยร้าวเล็ก ๆ ได้ ทาง Hongkong Jockey Club ทำการส่งม้าเข้า CT-scan เพื่อดูรอยร้าวเล็ก ๆ ภายในกระดูก ก่อนพิจารณา retired ม้าตัวนั้น เพื่อลดโอกาสการเกิด cyclic trauma แล้วทำให้เกิด catastrophic injury ได้
อายุของม้าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อโปรแกรมการฝึกฝนในการออกกำลังกาย เนื่องจากในกลุ่มม้าแข่ง จะเริ่มใช้ม้าในอายุที่เร็วกว่าม้าใน discipline อื่น การเริ่มใช้ม้าที่ยังมีอายุน้อยนั่นหมายถึงเป็นช่วงวัยที่ growth plate ยังไม่ปิด ถ้าเทียบกับม้ากีฬาชนิดอื่นเมื่อมีน้ำหนักกดลงบนหลังจะทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ อีกทั้งความหนาของกระดูก และการเจริญเติบโตทั้งกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก็ยังไม่แข็งแรงเท่าในม้าที่โตเต็มวัย จึงมีโอกาสเกิดการบาดเจ็บระหว่างการฝึกซ้อมได้ ดังนั้รสัตวแพทย์ควรระมัดระวังในปัจจัยดังกล่าว
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความเท่านั้น อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ : https://readvpn.com/article/detail/2582
บทความโดย : สพ.ญ.ทสร สง่างาม - สัตวแพทย์ประจำคลินิกม้า โรงพยาบาลสัตว์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นครปฐม
Disclaimer: เนื้อหานี้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศเพื่ออัปเดตความรู้เท่านั้น ยาบางชนิดอาจยังไม่ขึ้นทะเบียนในไทย VPN Magazine มิได้มีเจตนาโฆษณาหรือส่งเสริมการใช้ยาผิดกฎหมาย สัตวแพทย์ควรใช้วิจารณญาณในการรักษาตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ
สำหรับคุณหมอสัตวแพทย์ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก
ตอนนี้ทาง VPN มีโปรโมชั่นน่าสนใจอยู่นะ
💙 อ่านออนไลน์ จ่ายถูกกว่า -
สำหรับสัตวแพทย์ท่านที่สมัครสมาชิกแบบอ่านออนไลน์ (ไม่รับหนังสือ) จ่ายเพียง 1,500 บาท/ปี เท่านั้น และยังสามารถทำ CE online ในเว็ปไซต์ได้ตามปกติ
💙 อ่านจากเล่ม เน้นสะสม -
สำหรับท่านที่สมัคร/ต่ออายุสมาชิกแบบรับหนังสือ (สามารถใช้งานเว็ปไซต์และทำ CE online ได้ด้วย)
📍 ได้ทำ CE online มากกว่า 40 คะแนน/ปี
📍 ดาวโหลด E-book ไปอ่านได้
📍 ใช้งานเว็ปไซต์ได้เต็มรูปแบบ
📍 E-learning online course
ดูรายละเอียดแพคเกจ
และสมัครออนไลน์ด้วยตัวเองได้ที่ https://www.readvpn.com/register
หรือสอบถามเพิ่มเติม
add Line :

โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัท มาร์ส เพ็ทแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด และชมรมสัตวแพ...
20/05/2026

โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ บริษัท มาร์ส เพ็ทแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด และชมรมสัตวแพทย์โภชนาการแห่งประเทศไทย เดินหน้าตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง จัดงานสัมมนาวิชาการสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยงภายใต้หัวข้อ "โครงการความรักผ่านจาน: โภชนาการสุนัขและแมวที่ถูกต้อง" (Love Through the Bowl: Proper Nutrition for Dogs and Cats)
มุ่งเน้นการแบ่งปันความรู้และแนวทางการจัดการโภชนาการอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างเกราะป้องกันสุขภาพที่แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก งานสัมมนาครั้งนี้จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00 - 17.00 น. ณ ห้องสาธิต และโถงอาคาร 60 ปี คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภายในงานได้รับเกียรติจากคณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ สัตวแพทย์เฉพาะทาง และอาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ แถวหน้าของเมืองไทย มาร่วมบรรยายและเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสัตว์เลี้ยงในยุคปัจจุบัน โดยมีรายละเอียดกำหนดการและหัวข้อเสวนาดังนี้
• "Lunch talk: Therapeutic diets for our beloved pets" เรียนรู้ข้อมูลเบื้องต้นของอาหารเพื่อการรักษาโรคสุนัขและแมว เพื่อความเข้าใจในการฟื้นฟูสุขภาพอย่างตรงจุด บรรยายโดย ทีมสัตวแพทย์จาก บริษัท โรยัล คานิน (ประเทศไทย) จำกัด
• "How to craft the proper diets for our beloved pets" เจาะลึกแนวทางการเลือกอาหารให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของสุนัขและแมว ร่วมเสวนาโดย น.สพ. ดร.ป้อมเพชร นพคุณวิจัย ประธานชมรมสัตวแพทย์โภชนาการแห่งประเทศไทย และ สพ.ญ.ปาลิดา กีร์ติบุตร สัตวแพทย์ประจำคลินิกอายุรกรรมและโภชนาการ โรงพยาบาลสัตว์พญาไท 7
• "Veterinary nutritionist consultant for your loved one" แนวคิดการปรึกษาสัตวแพทย์โภชนาการเพื่อการดูแลสุนัขและแมวแบบจำเพาะบุคคล (Personalized Nutrition) บรรยายโดย สพ.ญ.ฐิตา เตโชฬาร สัตวแพทย์ประจำคลินิกไต หัวใจ และเบาหวาน โรงพยาบาลสัตว์ กรุงเทพฯ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
• "Why Vets Worry: Alternative Pet Foods" ถอดรหัสข้อควรระวังเกี่ยวกับอาหารทางเลือก สิ่งปนเปื้อน และความไม่สมดุลของสารอาหารที่อาจส่งผลเสียต่อสัตว์เลี้ยง บรรยายโดย ผศ. สพ.ญ. ดร.ทรายแก้ว สัตยธรรม อาจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
• "เชื้อก่อโรคดื้อยาในอาหารที่มีเนื้อดิบเป็นส่วนผสมสำหรับสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย" ที่จะมาเล่าถึงเชื้อก่อโรคดื้อยาในอาหารที่มีส่วนผสมเป็นเนื้อดิบและอันตรายที่ควรทราบ บรรยายโดย รศ. น.สพ. ดร.ภัทรรัฐ จันทร์ฉายทอง
นอกเหนือจากการเติมเต็มความรู้เชิงวิชาการแล้ว บรรยากาศภายในงานยังเต็มไปด้วยความอบอุ่นและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมายสำหรับผู้เข้าร่วมงาน อาทิ กิจกรรม Q&A Trivia Challenge ร่วมสนุกตอบคำถามชิงรางวัล การเปิดบูธกิจกรรมจากบริษัทอาหารสัตว์ชั้นนำ กิจกรรมแจกของที่ระลึกสุดพิเศษ ตลอดจนการมอบใบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน โดยงานครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "เพราะโภชนาการที่ถูกต้อง คือจุดเริ่มต้นของความรักและสุขภาพที่ยั่งยืน" เพื่อผลักดันให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรุกผ่านอาหารในทุก ๆ มื้อ อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีและอายุที่ยืนยาวของสัตว์เลี้ยงในบ้าน
โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท มาร์ส เพ็ทแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด และชมรมสัตวแพทย์โภชนาการแห่งประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นจัดกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ตลอดทั้งปี ท่านที่สนใจสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และงานสัมมนาดี ๆ ได้ที่ Facebook fanpage : Small Animal Teaching Hospital CUVET : โรงพยาบาลสัตว์เล็กจุฬาฯ และ ผู้แทนจำหน่าย บริษัท มาร์ส เพ็ทแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด
อ่านบทความบนเว็บไซต์ได้ที่ : https://readvpn.com/new/detail/143

ที่อยู่

68/932 Moo 8 Soi 28
Bangkok
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6629655020

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ VPN Magazineผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง VPN Magazine:

แชร์

ประเภท