18/07/2026
โรค cutaneous sporotrichosis จากแมวกัด ที่อาจจะรักษายากขึ้นในผู้ป่วยบางราย
80% ผู้ป่วย cutaneous sporotrichosis จะมาด้วย lymphocutaneous form แต่ในบางครั้งอาจพบรูปแบบที่เป็น fixed cutaneous sporotrichosis และการรักษาที่อาจยากขึ้นจากการที่เชื้อลดความไวต่อยา
โรคสปอโรทริโคซิสชนิดผิวหนังเฉพาะที่ (fixed cutaneous sporotrichosis หรือ fixed plaque form) มีลักษณะแตกต่างจากชนิดลุกลามตามระบบน้ำเหลือง (lymphocutaneous sporotrichosis) ที่พบได้บ่อยกว่า โดยรอยโรคจะคงอยู่เฉพาะบริเวณที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายและไม่มีแนวโน้มแพร่กระจายไปตามท่อน้ำเหลืองหรือเนื้อเยื่อข้างเคียง รอยโรคมักมีลักษณะเป็นปื้นนูน (plaque) หรือตุ่มก้อนเรื้อรังเพียงตำแหน่งเดียว แม้ว่าจะมีรายงานการหายเองของโรคสปอโรทริโคซิสชนิด fixed cutaneous อยู่บ้าง แต่โดยทั่วไปแล้วรอยโรคของสปอโรทริโคซิสมักมีลักษณะเป็น ๆ หาย และคงอยู่นานเป็นเวลาหลายเดือนถึงหลายปีหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมผู้ป่วยที่มีโรคสปอโรทริโคซิสเฉพาะที่ผิวหนังโดยทั่วไปจะไม่มีอาการทาง systemic symptoms เช่น ไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด หรืออาการผิดปกติจากอวัยวะอื่น ๆ และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพื้นฐาน เช่น การตรวจนับเม็ดเลือดหรือการตรวจทางชีวเคมี มักอยู่ในเกณฑ์ปกติ “ลักษณะดังกล่าวช่วยแยกโรคสปอโรทริโคซิสออกจากการติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนังและท่อน้ำเหลือง ซึ่งมักมีอาการปวด บวม แดง และมีอาการอักเสบเฉียบพลันร่วมด้วย”
ส่วน Sporotrichosis ชนิดลุกลามตามระบบน้ำเหลือง (Lymphocutaneous Sporotrichosis) เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของโรค โดยเกิดจากการที่เชื้อราเข้าสู่ผิวหนังผ่านบาดแผลเล็กน้อยหรือการถูกวัสดุปนเปื้อนเชื้อทิ่มตำ ทำให้เกิดการติดเชื้อเฉพาะที่บริเวณผิวหนัง รอยโรคเริ่มต้นมักพบที่บริเวณปลายแขนหรือปลายขา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สัมผัสสิ่งแวดล้อมและเกิดการบาดเจ็บได้ง่าย อย่างไรก็ตาม เชื้อสามารถก่อโรคได้เกือบทุกตำแหน่งของร่างกาย รวมถึงบริเวณส่วนกลางของร่างกาย เช่น จมูก และอวัยวะรอบดวงตา การที่โรคมักเกิดบริเวณส่วนปลายของร่างกายเพราะเชื้อ Sporothrix schenckii บางสายพันธุ์ที่เจริญเติบโตได้ไม่ดีที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส จึงพบการติดเชื้อได้บ่อยในบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า รอยโรคระยะแรกมักมีลักษณะเป็น papulonodular lesion สีแดงหรือแดงคล้ำ ขนาดตั้งแต่ไม่กี่มิลลิเมตรจนถึงประมาณ 2–4 เซนติเมตร ผิวของรอยโรคอาจเรียบหรือมีลักษณะขรุขระคล้ายหูด (verrucous lesion) ต่อมารอยโรคมักแตกเป็นแผล และมีขอบแผลนูนแดงชัดเจน ลักษณะเด่นของโรคชนิดนี้คือ การเกิดรอยโรคใหม่เรียงตัวต่อเนื่องไปตามแนวท่อน้ำเหลือง จากตำแหน่งรอยโรคแรกเข้าสู่ส่วนต้นของแขนหรือขา ทำให้เห็นเป็นแนวของตุ่มหรือก้อนใต้ผิวหนังหลายตำแหน่งต่อเนื่องกัน ซึ่งรอยโรคทุติยภูมิเหล่านี้จะมีลักษณะและพัฒนาการคล้ายกับรอยโรคเริ่มต้นทุกประการ
การรักษาโรคสปอโรทริโคซิสชนิดผิวหนังและชนิดลุกลามตามท่อน้ำเหลือง
Itraconazole เป็นยาหลักสำหรับการรักษาโรคสปอโรทริโคซิสชนิดผิวหนัง (cutaneous sporotrichosis) และชนิดลุกลามตามท่อน้ำเหลือง (lymphocutaneous sporotrichosis) ขนาดยาที่แนะนำโดยทั่วไปคือ 100–200 มิลลิกรัม รับประทานวันละครั้ง และควรให้การรักษาต่อเนื่องไปอีก 2–4 สัปดาห์หลังจากรอยโรคหายสนิททั้งหมด โดยระยะเวลาการรักษารวมมักอยู่ที่ 3–6 เดือน จากการศึกษาเชิงสังเกต (observational studies) พบว่าอัตราความสำเร็จของการรักษาด้วย itraconazole อยู่ที่ประมาณ 90–100%
แต่อย่างไรก็ตามอาจต้องมีการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการติดเชื้อจากแมวที่เป็น feline sporotrichosis มีการศึกษาในประเทศไทย พ.ศ. 2566–2568 ที่พบความไวต่อยา itraconazole ลดลง รายงานนี้ตรวจแมวที่ติดเชื้อในกลุ่ม Sporothrix schenckii complex และเชื้อส่งตรวจมายังห้องปฏิบัติการในไทยระหว่างปี พ.ศ. 2566–2568 พร้อมทั้งประเมินความไวต่อยาต้านเชื้อราในหลอดทดลอง (in vitro antifungal susceptibility) ต่อ amphotericin B, itraconazole, posaconazole, voriconazole, ketoconazole, fluconazole และ flucytosine จากการศึกษาพบเชื้อ S. schenckii complex จำนวนทั้งสิ้น 1,178 สายพันธุ์ โดย 368 สายพันธุ์ไม่พบการลดลงของความไวต่อยาต้านเชื้อราใด ๆ นอกจากนี้พบการลดความไวต่อยาเพียงชนิดเดียว (single-drug reduced susceptibility) ต่อ amphotericin B จำนวน 60 สายพันธุ์, posaconazole 41 สายพันธุ์, voriconazole 9 สายพันธุ์ และ terbinafine 4 สายพันธุ์ สำหรับยา itraconazole ซึ่งเป็นยาหลักที่ใช้รักษาโรคนี้ พบการลดลงของความไวต่อยาสูงถึง 687 สายพันธุ์ ประกอบด้วยสายพันธุ์ที่มีการลดความไวต่อ itraconazole เพียงชนิดเดียว 321 สายพันธุ์, การลดความไวร่วมกับยาอื่น (co-reduced susceptibility) 270 สายพันธุ์ และการลดความไวต่อยาหลายชนิดพร้อมกัน (multidrug-reduced susceptibility) 96 สายพันธุ์ (https://wwwnc.cdc.gov/eid/article/32/6/26-0135_article)